ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันจันทร์ (20 ก.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนเข้าซื้อสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลง ในขณะที่นักลงทุนจับตาแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจของแอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.2% แตะที่ระดับ 100.957
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 162.50 เยน จากระดับ 162.45 เยนในวันศุกร์ (17 ก.ค.) ขณะเดียวกันก็แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8100 ฟรังก์ จากระดับ 0.8075 ฟรังก และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4059 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4011 ดอลลาร์แคนาดา
ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1415 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1436 ดอลลาร์ในวันศุกร์ ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3436 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3454 ดอลลาร์
กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ประกาศใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบียในวันจันทร์ โดยกล่าวหาว่าซาอุดีอาระเบียอยู่เบื้องหลังการโจมตีท่าอากาศยานซานาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งความเคลื่อนไหวของกลุ่มฮูตีถือเป็นการเปิดแนวรบใหม่ในสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน และเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานและการค้าโลก
สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันยังคงเคลื่อนไหวในระดับสูง โดยราคาน้ำมันเบรนท์ [BRENT.X] ดีดตัวขึ้นกว่า 1% ในวันจันทร์ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และเพิ่มน้ำหนักให้กับคาดการณ์ที่ว่าเฟดอาจจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น หรืออาจจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้เพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 83% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. เมื่อเทียบกับระดับ 73% ในสัปดาห์ที่แล้ว
แอนดี เบอร์แนม ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษในวันจันทร์ หลังจากที่ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระประมุขแห่งสหราชอาณาจักร ที่พระราชวังบักกิงแฮม โดยเบอร์แนมให้คำมั่นว่า เขาจะนำความหวังกลับคืนสู่สหราชอาณาจักร และจะผลักดันการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเขาจะประกาศแผนปฏิรูประยะเวลา 10 ปี เริ่มตั้งแต่วันนี้ (21 ก.ค.)
นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนจาก ADP, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ทั้งภาคบริการและภาคการผลิตเดือนก.ค.จาก S&P Global และยอดขายบ้านใหม่เดือนมิ.ย.
โดย รัตนา พงศ์ทวิช