กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยรายงานเบื้องต้นในวันนี้ (22 ก.ค.) ว่า ญี่ปุ่นขาดดุลการค้า 1.01 ล้านล้านเยน (6.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) เนื่องจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางและภาวะชะงักงันของการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าน้ำมัน
ทั้งนี้ การนำเข้าน้ำมันดิบของญี่ปุ่นจากภูมิภาคตะวันออกกลางลดลง 26.4% สู่ระดับ 47.31 ล้านกิโลลิตรในช่วง 6 เดือนแรก เนื่องจากรัฐบาลได้หันไปจัดซื้อเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่น หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนก.พ.
สำหรับยอดส่งออกโดยรวมในช่วง 6 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 13.7% สู่ระดับ 60.66 ล้านล้านเยน เมื่อเทียบรายปี โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกไปยังประเทศจีน รวมถึงการส่งออกรถยนต์ไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ เช่น สหภาพยุโรป
ขณะที่ยอดนำเข้าโดยรวมในช่วง 6 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 10.7% สู่ระดับ 61.67 ล้านล้านเยน เมื่อเทียบรายปี เนื่องจากการนำเข้าโลหะนอกกลุ่มเหล็กและสมาร์ตโฟนที่ปรับตัวสูงขึ้น
ส่วนในเดือนมิ.ย.เพียงเดือนเดียวนั้น ญี่ปุ่นขาดดุลการค้า 4.069 แสนล้านเยน
ทั้งนี้ ยอดส่งออกในเดือนมิ.ย.ของญี่ปุ่นเติบโตในอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2565 โดยพุ่งขึ้น 19.3% เมื่อเทียบรายปี โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ และเงินเยนที่อ่อนค่าลง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 18.6% และสูงกว่าระดับ 16.8% ในเดือนพ.ค.
การส่งออกไปยังเอเชียในเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 22.7% โดยมีการส่งออกไปยังไต้หวันพุ่งขึ้นถึง 46.4% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่การส่งออกไปยังจีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 17.6% และยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 13%
สำหรับการนำเข้าในเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 25.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2565 เช่นกัน และสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 21%
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กัลยาณี ชีวะพานิช