ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดร่วง 506.93 จุด หวั่นน้ำมันพุ่งหนุนเงินเฟ้อ-วิตกบิ๊กเทคทุ่มใช้จ่าย AI

ข่าวต่างประเทศ Friday July 24, 2026 06:28 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 500 จุดในวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.) ขณะที่ดัชนี Nasdaq ดิ่งลงกว่า 2% เนื่องจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทำให้ตลาดวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและได้ผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการล่าสุดของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังจุดชนวนความวิตกกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายมูลค่ามหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 51,711.65 จุด ลดลง 506.93 จุด หรือ -0.97%
  • ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,408.30 จุด ลดลง 90.66 จุด หรือ -1.21%
  • ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 25,137.69 จุด ลดลง 553.21 จุด หรือ -2.15%

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] ปิดพุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ค. ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ปิดที่เหนือระดับ 92 ดอลลาร์ เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยกองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านระลอกใหม่ ขณะที่อิหร่านยิงถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่เพื่อตอบโต้อิหร่านและกลุ่มฮูตี หลังจากที่กลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยอิหร่าน ได้ก่อเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียสองลำในทะเลแดง

ทั้งนี้ การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันได้กระตุ้นให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2568 เพียงไม่กี่วันก่อนที่การประชุมนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า

ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 64% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค.นี้ และให้นัำหนักมากถึง 83% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 68% ในวันพุธ

ส่วนดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกกังวลของนักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พุ่งขึ้นกว่า 12.38% ปิดที่ระดับ 18.70 หลังทะยานขึ้นแตะระดับ 20.3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบหนึ่งเดือน

หุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวลงรุนแรงที่สุดในดัชนี S&P500 โดยร่วงลง 5.2% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยดิ่งลง 5.12% ส่วนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยดีดตัวขึ้น 1.77% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์เพิ่มขึ้น 1.3%

หุ้น Alphabet ร่วงลง 7% หลังจากบริษัทเปิดเผยว่าการใช้จ่ายด้านทุน (Capex) ในไตรมาส 2/2569 พุ่งขึ้น 100% แตะที่ระดับ 4.49 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว พร้อมกับปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลข Capex ในปีงบการเงิน 2569 ขึ้นเป็น 1.95 2.05 แสนล้านดอลลาร์จากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 1.80 1.90 แสนล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ Alphabet กำลังทุ่มเม็ดเงินลงทุนมูลค่ามหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เพื่อให้ทันต่อความต้องการที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

หุ้น Tesla ดิ่งลง 14.5% หลังบริษัทเปิดเผยกำไรในไตรมาส 2/2569 ที่ต่ำกว่าคาด และรายงานกระแสเงินสดติดลบเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองปี

หุ้นบริษัทผลิตยุทโธปกรณ์รายใหญ่อย่าง Lockheed Martin ทะยานขึ้น 10.5% และหุ้น RTX พุ่งขึ้น 7.3% หลังจากทั้งสองบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายและกำไรในปีงบการเงิน 2569 อันเนื่องมาจากความต้องการซ่อมบำรุงเครื่องบินพาณิชย์และยุทโธปกรณ์ทางทหาร

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 22,000 ราย สู่ระดับ 187,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่สัปดาห์ของวันที่ 6 ก.ย. 2512 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 215,000 ราย

โดย รัตนา พงศ์ทวิช


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ