ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงลงมากที่สุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ในวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.) โดยถูกกดดันจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่น่าผิดหวัง ถ้อยแถลงเชิงคุมเข้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
- ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 639.27 จุด ลดลง 7.66 จุด หรือ -1.18%
- ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,299.09 จุด ลดลง 138.80 จุด หรือ -1.64%
- ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,763.12 จุด ลดลง 392.29 จุด หรือ -1.56%
- ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,639.17 จุด ลดลง 77.80 จุด หรือ -0.73%
ดัชนี STOXX 600 ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบตลอดเดือนนี้ เนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ ส่งผลให้ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
แม้ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิมในการประชุมในวันพฤหัสบดี แต่นักลงทุนมองว่าถ้อยแถลงของ คริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB บ่งชี้ว่ามีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย.
ด้านนักเศรษฐศาสตร์ของ Pantheon Macroeconomics กล่าวว่า ECB มีท่าทีโน้มเอียงไปทางคุมเข้มนโยบายการเงินอย่างชัดเจน แม้จะมีข้อมูลเศรษฐกิจและการวิเคราะห์เพิ่มเติมก่อนถึงการประชุมเดือนก.ย. แต่การตัดสินใจส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ค. หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนระบุว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในทะเลแดง เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันโลก ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานยุโรปปรับตัวขึ้น 1.54%
ในทางกลับกัน ดัชนีหุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มร่วงลง 4.1% โดยถูกกดดันจากหุ้น Nestle ที่ราคาดิ่งลงเกือบ 8% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2532
Nestle ปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายจากการดำเนินงานตลอดปี แต่เปิดเผยว่าจะขายธุรกิจน้ำดื่มและเครื่องดื่มพรีเมียมบางส่วนให้กับ Platinum Equity
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลง 2.9% นำโดยหุ้น STMicroelectronics ซึ่งร่วง 17.7% หลังผู้ผลิตชิปคาดการณ์รายได้ไตรมาส 3 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้เล็กน้อย ขณะที่หุ้น BE Semiconductor ร่วงลง 7.3% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม หุ้น Soitec พุ่งขึ้นเกือบ 22% หลังรายได้รายไตรมาสออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดบางส่วน
บรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงผันผวน โดยนักลงทุนเริ่มเทขายหุ้นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น Alphabet จากการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่บริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายดังกล่าวก็เผชิญแรงกดดันจากมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง
นักวิเคราะห์จาก Allspring Global Investments กล่าวว่า นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่ารายได้ในอนาคตจะมาจากที่ใด เมื่อประมาณ 12 เดือนก่อน นักลงทุนเคยตั้งคำถามลักษณะเดียวกันกับบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ แต่ขณะนี้แรงกดดันได้ย้ายมาสู่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์แล้ว
เขากล่าวเสริมว่า แม้บริษัทจะประกาศผลประกอบการที่ดี แต่ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากการที่นักลงทุนเริ่มลดความเชื่อมั่นและทยอยปรับลดสถานะการลงทุน
สำหรับหุ้นรายตัวอื่น ๆ นั้น หุ้น TotalEnergies ปรับตัวขึ้น 2.5% หลังรายงานผลประกอบการรายไตรมาสแข็งแกร่งที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและส่วนต่างกำไรจากธุรกิจกลั่นน้ำมันที่แข็งแกร่ง
ด้านหุ้น easyJet เพิ่มขึ้น 2.7% แม้ว่ากำไรไตรมาส 3 จะลดลงถึง 70%
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช