องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (1 ส.ค.) ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ได้กลายเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยมีความรุนแรงแซงหน้าการระบาดใหญ่เมื่อช่วงปี 2561-2563 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
รายงานสถานการณ์การระบาดโรคล่าสุดของ WHO ระบุว่า ณ วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา คองโกรายงานพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์ Bundibugyo จำนวน 3,605 ราย ซึ่งรวมถึงผู้เสียชีวิต 1,587 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 44%
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สถิติการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดก่อนหน้านี้ซึ่งเกิดขึ้นทางตะวันออกของประเทศระหว่างปี 2561 ถึง 2563 มียอดผู้ติดเชื้อยืนยันไว้ที่ 3,317 ราย
สำหรับการระบาดรอบนี้ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานั้น เชื้อได้แพร่กระจายไปแล้วถึง 49 เขตสุขภาพ ครอบคลุม 5 จังหวัด ทั้งยังส่งผลกระทบและสร้างความสูญเสียต่อบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีรายงานการติดเชื้อแล้ว 151 ราย และเสียชีวิต 44 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ในระบบการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อภายในสถานพยาบาล
WHO ออกมาเตือนว่า ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ การอพยพย้ายถิ่นฐานของประชากร อัตราการเคลื่อนย้ายของประชากรในระดับสูง และการเดินทางข้ามแดน กำลังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อปฏิบัติการเฝ้าระวังและการเข้าควบคุมโรค ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่เชื้อจะแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้น
สถานการณ์การระบาดดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ซึ่งการเข้าถึงระบบสาธารณสุข น้ำสะอาด อาหาร และที่พักอาศัยยังคงมีอยู่อย่างจำกัด ขณะเดียวกัน เหตุการณ์โจมตีสถานพยาบาลต่าง ๆ ได้ขัดขวางการทำงานของทีมรับมือ และเพิ่มความเสี่ยงที่การแพร่เชื้อจะไม่ถูกตรวจพบ
ทั้งนี้ WHO ประเมินระดับความเสี่ยงของการระบาดภายในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกไว้ที่ระดับ สูงมาก โดยชี้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขยายขีดความสามารถเชิงรุกเป็นการด่วน ทั้งด้านการเฝ้าระวัง การตรวจคัดกรอง การรักษาพยาบาล การควบคุมการติดเชื้อ การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ตลอดจนระบบโลจิสติกส์ เพื่อรับมือและควบคุมการระบาดในครั้งนี้ให้ทันท่วงที
โดย กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์