Smart Green ถอดรหัส กฎหมายเพื่อความยั่งยืน: กฎหมายป้องกัน การฟอกเขียว ของไทยวันนี้เพียงพอหรือยัง

ข่าวทั่วไป Monday August 3, 2026 12:38 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

เมื่อปี ค.ศ. 2024 บริษัทน้ำมันรายใหญ่แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ถูกอัยการรัฐแคลิฟอร์เนียฟ้องฐานโฆษณาว่าผลิตภัณฑ์พลาสติกของตน รีไซเคิลได้ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น และ ในปีเดียวกัน สหภาพยุโรปออกกฎหมายใหม่ห้ามการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีหลักฐานรับรอง และปัจจุบันทั่วโลกมีคดี Greenwashing สะสมแล้วกว่า 140 คดี จนนำมาสู่การอธิบายที่ว่า Greenwashing คืออะไร ?

Greenwashing คือการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมหรือความยั่งยืนที่เกินจริง ไม่มีหลักฐานรองรับ หรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เช่น การใช้คำว่า Eco-Friendly, Green หรือ Carbon Neutral โดยไม่สามารถพิสูจน์ได้

จากเดิมที่เป็นเพียงความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ปัจจุบัน Greenwashing ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายและการกำกับดูแลในหลายประเทศ

ในปี 2024 EU ยกระดับการควบคุม โดยสหภาพยุโรปประกาศใช้ EU Directive 2024/825 (Empowering Consumers for the Green Transition (EmpCo)) กำหนดว่าบริษัทจะกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมต่อผู้บริโภคได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานหรือการรับรองจากระบบที่ได้รับการยอมรับ

กฎหมายนี้ครอบคลุมคำกล่าวอ้างในโฆษณา บรรจุภัณฑ์ และการสื่อสารองค์กร ทำให้การใช้คำว่า Green, Sustainable, Eco หรือ Climate-Friendly โดยไม่มีหลักฐาน อาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในประเทศสมาชิก EU

ก่อนหน้านั้น ในปี 2022 หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของเนเธอร์แลนด์ได้สั่งให้ KLM ยุติการใช้แคมเปญ Fly Responsibly เนื่องจากการอ้างว่า Carbon Offset ทำให้การบินเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ

*ปัจจุบันมีคดีที่เกี่ยวกับการฟอกเขียวกว่า 140 คดีทั่วโลก

จากฐานข้อมูลของ Grantham Research Institute แห่ง London School of Economics ระบุว่าปัจจุบันมีคดี Greenwashing มากกว่า 140 คดีทั่วโลก โดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • คดีด้านการโฆษณาและการตลาด เช่น การกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
  • คดีด้านหลักทรัพย์และตลาดทุน ซึ่งนักลงทุนฟ้องบริษัทที่เปิดเผยข้อมูล ESG หรือผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมไม่ถูกต้อง โดยคดีประเภทนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และออสเตรเลีย

*นับเป็นความท้าทายของมาตรฐาน ESG

มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล ESG ทั่วโลกยังไม่เป็นเอกภาพ แม้หลายประเทศและตลาดหลักทรัพย์จะกำหนดให้มีการรายงาน ESG แล้ว แต่แต่ละแห่งยังใช้เกณฑ์และวิธีวัดที่แตกต่างกัน ทำให้สิ่งที่ถือว่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในประเทศหนึ่ง อาจไม่ผ่านเกณฑ์ของอีกประเทศหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ISSB ภายใต้ IFRS Foundation ได้ออกมาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2 ในปี 2023 เพื่อเป็นมาตรฐานกลางของโลก แต่การนำไปใช้ยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละประเทศ

นำมาสู่คำถามที่ว่า แล้ว ไทยอยู่ตรงไหน?

*ไทยยังไม่มีกฎหมายฟอกเขียวโดยเฉพาะ แต่ปรับใช้กฎหมายหลายฉบับ

ไทยยังไม่มีกฎหมายที่บัญญัติคำว่า การฟอกเขียว หรือ Greenwashing โดยตรง สิ่งที่มีคือกรอบกฎหมายหลายฉบับที่นำมาประกอบกัน และในรอบปีที่ผ่านมาผ้าผืนใหม่ที่สำคัญที่สุดเพิ่งถูกเย็บเข้ามาในมิติตลาดทุน

พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 240 ห้ามการบอกกล่าวหรือเผยแพร่ข้อความเท็จหรือข้อความที่ทำให้สำคัญผิดเกี่ยวกับหลักทรัพย์ และให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 264 ในการเข้าตรวจสอบสถานที่ ตรวจสอบและยึดอายัดเอกสาร ส่วนบริษัทจดทะเบียนต้องรายงานความยั่งยืนผ่านแบบ 56-1 One Report

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดเมื่อ 16 ธันวาคม 2568 เมื่อประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์กองทุนรวม SRI ของ ก.ล.ต. 4 ฉบับมีผลใช้บังคับ โดยมีวัตถุประสงค์ตรงไปตรงมาว่าเพื่อ ลดความเสี่ยงจากการฟอกเขียว กำหนดให้ บลจ. ต้องระบุวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนให้ชัด เปิดเผยตราสัญลักษณ์ตามประเภทกองทุน และยกระดับการเปิดเผยข้อมูล

หัวใจอยู่ที่บทเฉพาะกาล กองทุน SRI ที่จดทะเบียนแล้วต้องปรับการเปิดเผยข้อมูลภายใน 9 เดือน ส่วนกองทุนอื่นที่ใช้ชื่อหรือนโยบายเกี่ยวกับความยั่งยืนต้องยกระดับภายใน 1 ปี มิฉะนั้นต้องแก้ไขชื่อหรือนโยบายการลงทุน กลไกนี้เทียบเคียงได้กับ naming rules ของยุโรปและสิงคโปร์ และมีนัยสำคัญ เพราะมูลค่ากองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Sustainable and Responsible Investing Fund) หรือ กองทุน SRI ของไทยพุ่งจาก 27,794 ล้านบาทในปี 2567 เป็นราว 1 แสนล้านบาท ณ กลางธันวาคม 2568

เครื่องมืออีกชิ้นคือThailand Taxonomy โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ธนาคารแห่งประเทศไทย ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ Phase 2 (27 พฤษภาคม 2568) ทำให้ครอบคลุม 6 ภาคเศรษฐกิจ คิดเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 95% ของประเทศ ใช้ระบบ ไฟจราจร เขียว-เหลือง-แดง ผูกกับเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050 และ Net Zero ปี 2065 แม้ยังเป็นภาคสมัครใจ แต่ทำให้การ อ้างลอย ๆ ยากขึ้น เพราะมีมาตรฐานให้เทียบ

ในมิติผู้บริโภค เมื่อคำอ้างไปอยู่บนผลิตภัณฑ์หรือโฆษณา กรอบที่ใช้คือพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งบังคับใช้โดย สคบ. เสริมด้วยประมวลกฎหมายอาญา ขณะที่ ตลท. สร้างความน่าเชื่อถือผ่าน ESG Data Platform และ SET ESG Ratings

*กฎหมายที่มีอยู่ เพียงพอหรือยัง

คำตอบสั้น ๆ คือ ขยับมาไกลกว่าเดิมมาก แต่ยังไม่พอ และช่องว่างที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่การมีกฎหมาย ในมิติตลาดทุน ไทยเข้าสู่การกำกับแบบ ตั้งชื่อเปิดเผยข้อมูล แล้ว และขยับเข้าใกล้สิงคโปร์ที่ MAS กำหนดให้กองทุน ESG ต้องมีอย่างน้อยสองในสามของทรัพย์สินสุทธิสอดคล้องกับกลยุทธ์ ESG รวมถึงสอดรับมาตรฐานภูมิภาคอย่าง ASEAN SRFS แต่ยังเหลือช่องว่างสำคัญสามจุด

หนึ่ง มิติผู้บริโภคยังตามหลัง เกณฑ์ใหม่ของ ก.ล.ต. เป็น Soft Mandatory ในระดับเครื่องมือทางการเงิน ไม่ใช่กฎหมายห้ามอ้างสิทธิ์ต่อผู้บริโภคทั่วไปแบบ EU การพึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคทำให้การพิสูจน์คำอ้างเช่น Carbon Neutral ที่อิง Carbon Credit ยังยากในทางปฏิบัติ ที่น่าสนใจคือแม้แต่ยุโรปก็เพิ่งถอนร่าง Green Claims Directive เมื่อ 20 มิถุนายน 2568 เพราะภาระการตรวจรับรองก่อนออกตลาดสูงเกินไป แม้ Directive 2024/825 (EmpCo) ยังเดินหน้าและบังคับใช้จริง 27 กันยายน 2569 บทเรียนคือไทยไม่ต้องลอกกฎที่เข้มที่สุด แต่ควรเน้นให้คำอ้าง พิสูจน์ได้

สอง คือยังไม่มีคดีนำร่อง ไทยยังไม่มีคดีฟอกเขียวที่บังคับใช้และตัดสินเป็นรูปธรรม

สาม การกระจัดกระจายของหน่วยงาน อำนาจถูกแบ่งระหว่าง สคบ. ก.ล.ต. และ ตลท. โดยยังไม่มีเจ้าภาพหรือแนวทางกลาง ทำให้ผู้ประกอบการสุจริตเองก็ขาดความแน่นอนว่าจะปฏิบัติอย่างไรให้ปลอดภัย

*ควรปรับปรุงอย่างไร

ทิศทางที่ควรเดินไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมายฉบับใหญ่ แต่ควรเป็นการอุดช่องว่างอย่างมีลำดับ ได้แก่ วางกรอบคำอ้างสีเขียวต่อผู้บริโภคที่ยึดหลัก ต้องพิสูจน์ได้ โดยไม่สร้างภาระเกินควร ยกระดับ Thailand Taxonomy ให้ผูกกับการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นเพื่อให้คำว่า เขียว มีฐานเดียวกันทั้งระบบ กำหนดกลไกประสานงานระหว่างหน่วยงานพร้อม เส้นปลอดภัย สำหรับกิจกรรมกลุ่มเปลี่ยนผ่าน มีคดีนำร่องเพื่อสร้างบรรทัดฐานว่าเครื่องมือที่มีอยู่ใช้ได้จริง และเร่งสอดประสานกับมาตรฐานสากลทั้ง ISSB (IFRS S1/S2) และ ASEAN SRFS เพื่อความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนต่างชาติ

*การเตรียมตัวของผู้ประกอบการในช่วงเปลี่ยนผ่าน

เวลานี้คือช่วงเตรียมตัวที่ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะความเสี่ยงมาจากหลายทิศพร้อมกัน สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันนี้คือ ตรวจสอบคำอ้างทั้งหมด (Green, Eco, Carbon Neutral, Net Zero) ว่ามีหลักฐานเอกสารรองรับหรือไม่

สำหรับ บลจ. ต้องปรับการเปิดเผยให้เข้าเกณฑ์ SRI ใหม่ในกรอบเวลา 9 เดือนหรือ 1 ปี สร้างร่องรอยหลักฐานสำหรับทุกคำอ้าง เพราะบทเรียนจาก Vanguard และ Mercer คือ ปัญหาอยู่ที่ อ้างเกินกว่าที่ระบบหลังบ้านรองรับได้ ระวังการบังคับใช้ข้ามพรมแดน บริษัทที่ส่งออกไป EU หรือระดมทุนต่างชาติต้องเตรียมรับ EmpCo และ CBAM ไม่ว่ากฎหมายไทยจะพร้อมหรือไม่ เลือกใช้คำที่เฉพาะเจาะจงและวัดได้ และกำหนดธรรมาภิบาลให้ฝ่ายกฎหมาย ความยั่งยืน และการตลาดทำงานร่วมกันก่อนปล่อยคำอ้างใด ๆ

ในระดับเครื่องมือ ไทยเดินเข้าใกล้มาตรฐานภูมิภาคแล้ว สิ่งที่ยังขาดคือมิติผู้บริโภค การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และที่สำคัญที่สุดคือการบังคับใช้ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง สำหรับผู้ประกอบการ ข้อความชัดเจนว่าช่วงเปลี่ยนผ่านนี้คือเวลาที่ดีที่สุดในการจัดบ้านให้เรียบร้อย ก่อนที่บรรทัดฐานจะถูกขีดขึ้น ไม่ว่าจะโดยหน่วยงานกำกับ ตลาดปลายทาง หรือในที่สุดโดยศาล เพราะยุคที่อ้างความเป็น สีเขียว ได้อย่างอิสระโดยไม่มีหลักฐานรองรับ กำลังจะสิ้นสุดลง และคนที่เตรียมตัวก่อน คือคนที่จะไม่ต้องให้คนอื่นมาตัดสินแทน

โดย ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ESG การค้าการลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ