25 รัฐของสหรัฐฯ ที่มีผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครต ยื่นฟ้องรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันจันทร์ (3 ส.ค.) เพื่อคัดค้านมาตรการเก็บภาษีนำเข้าชุดใหม่ในอัตราสูงสุด 12.5% สำหรับสินค้าจาก 60 ประเทศและดินแดนคู่ค้า โดยชี้ว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการกำหนดมาตรการดังกล่าว
คำฟ้องที่ยื่นต่อศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ ในนครนิวยอร์ก ระบุว่า รัฐบาลไม่สามารถใช้ประเด็นแรงงานบังคับเป็นข้ออ้างในการเดินหน้ามาตรการภาษีที่ขัดต่อกฎหมาย
นอกจากนี้ ทั้ง 25 รัฐขอให้ศาลวินิจฉัยว่ามาตรการภาษีชุดใหม่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สั่งระงับการบังคับใช้ และให้รัฐบาลคืนเงินภาษีที่โจทก์ได้ชำระไปแล้ว
เลติเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดรัฐนิวยอร์ก ระบุในแถลงการณ์ว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะพยายามอธิบายอย่างไร กฎหมายและรัฐธรรมนูญของเราก็ชัดเจนว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในการกำหนดมาตรการภาษีในวงกว้างกับประเทศใดก็ได้ตามอำเภอใจ
คดีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้ภาษีนำเข้าอัตรา 10% หรือ 12.5% กับสินค้าจากคู่ค้ารายใหญ่ 60 ประเทศและดินแดนเมื่อช่วงปลายเดือนก.ค. รวมถึงจีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (EU) โดยกล่าวหาว่าประเทศเหล่านี้ไม่สามารถยับยั้งการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับได้
มาตรการภาษีชุดใหม่นี้มีขึ้นไม่นานหลังจากภาษีนำเข้าทั่วโลกอัตรา 10% ที่ทรัมป์ประกาศใช้เมื่อเดือนก.พ. สิ้นสุดลง ภายหลังศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้มาตรการภาษีตอบโต้ที่เรียกเก็บเป็นรายประเทศ รวมถึงภาษีที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเฟนทานิลสำหรับสินค้าจากจีน แคนาดา และเม็กซิโก เป็นโมฆะ
ด้านนักวิจารณ์และหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบมองว่า มาตรการภาษีชุดใหม่นี้ถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนมาตรการภาษีที่ถูกศาลเพิกถอน มากกว่ามุ่งแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ
นอกจากนิวยอร์กแล้ว รัฐที่ร่วมยื่นฟ้องยังประกอบด้วยแอริโซนา แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด ฮาวาย แมสซาชูเซตส์ แมริแลนด์ นิวเม็กซิโก นอร์ทแคโรไลนา เวอร์จิเนีย และรัฐอื่น ๆ
ทั้งนี้ การยื่นฟ้องของกลุ่มรัฐทั้ง 25 รัฐมีขึ้นต่อจากคดีที่กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กของสหรัฐฯ ยื่นฟ้องต่อศาลเดียวกันเมื่อวันที่ 24 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่มาตรการภาษีชุดใหม่มีผลบังคับใช้
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กัลยาณี ชีวะพานิช