ฝรั่งเศสเตรียมบังคับใช้กฎหมายห้ามโทรศัพท์ขายสินค้าหรือบริการ (Telemarketing) โดยไม่ได้รับความยินยอม หวังคุ้มครองผู้บริโภคจากการถูกก่อกวน ตลอดจนป้องกันกลุ่มเปราะบางจากการตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางพาณิชย์ โดยกฎหมายใหม่จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 11 ส.ค. นี้
อลิซ วิลคอต หัวหน้ากรมการแข่งขัน กิจการผู้บริโภค และการปราบปรามการทุจริตของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ภายใต้กฎหมายซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ภาคธุรกิจจะถูกห้ามไม่ให้ติดต่อผู้บริโภคโดยไม่ได้รับความยินยอมล่วงหน้า และผู้บริโภคสามารถยกเลิกการให้ความยินยอมเมื่อใดก็ได้
กฎหมายฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองต่อข้อร้องเรียนของผู้บริโภคที่มีมาอย่างยาวนาน โดยทางการประเมินว่า ประชาชนในฝรั่งเศสถึงราว 75% ต้องเผชิญกับสายโทรศัพท์ขายของที่ไม่พึงประสงค์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และหลายคนต้องรับสายลักษณะนี้บ่อยครั้งกว่านั้น
ที่ผ่านมา ผู้บริโภคในฝรั่งเศสที่ไม่ต้องการรับโทรศัพท์จากพนักงานที่โทรมาขายของ จะต้องนำหมายเลขโทรศัพท์ของตนไปลงทะเบียนในระบบของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้บริโภคระบุว่า ศูนย์บริการลูกค้า (Call Center) จำนวนมากกลับละเลย
เมื่อปี 2567 องค์กรผู้บริโภค 11 แห่งได้ร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการสั่งห้าม โดยประณามว่าเป็นการ คุกคามผู้บริโภคอย่างไม่หยุดหย่อน ผ่านสายโทรศัพท์ขายของจำนวนนับไม่ถ้วนทั้งโทรศัพท์พื้นฐานและมือถือ ซึ่งเป็นการรบกวนที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จนกระทั่งรัฐสภาได้ลงมติรับรองกฎหมายดังกล่าวเมื่อปีที่ผ่านมา
สำหรับบทลงโทษของผู้ฝ่าฝืนมีรายละเอียดดังนี้:
- บุคคลธรรมดา ที่โทรศัพท์ก่อกวนโดยผิดกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุด 75,000 ยูโร (ประมาณ 2.86 ล้านบาท) ต่อการโทร 1 ครั้ง
- นิติบุคคลหรือบริษัท มีโทษปรับสูงสุดถึง 375,000 ยูโร (ประมาณ 14.30 ล้านบาท) ต่อการโทร 1 ครั้ง
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสการโทรขายของที่ผิดกฎหมายผ่านเว็บไซต์ของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังคงมีข้อยกเว้นบางประการ เช่น ผู้บริโภคอาจให้ความยินยอมรับสายการตลาด เช่น การทำเครื่องหมายยินยอมในแบบฟอร์ม หรือกรณีที่บริษัทติดต่อลูกค้าเดิมเพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการใหม่
ขณะเดียวกัน กฎหมายใหม่ของฝรั่งเศสได้สร้างความกังวลอย่างมากในประเทศโมร็อกโก โดยยูเนส เซกคูรี รัฐมนตรีกระทรวงการจ้างงานของโมร็อกโก ระบุเมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมาว่า ตำแหน่งงานในศูนย์คอลเซ็นเตอร์ของโมร็อกโกราว 40,000-50,000 ตำแหน่งกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง เนื่องจากตลาดฝรั่งเศสสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจคอลเซ็นเตอร์ในโมร็อกโกสูงกว่า 80%
ก่อนหน้าฝรั่งเศส เยอรมนีบังคับใช้มาตรการห้ามลักษณะเดียวกันนี้มาตั้งแต่ปี 2552 ขณะที่อีกหลายประเทศใช้ระบบ Opt-out หรือเลือกปฏิเสธ เช่น ในสหรัฐฯ ประชาชนสามารถลงทะเบียนในระบบ National Do Not Call Registry เพื่อลดจำนวนสายที่โทรเข้ามาขายของ
ด้านแคนาดาและสหราชอาณาจักรใช้ระบบลงทะเบียนปฏิเสธเช่นเดียวกัน โดยสหราชอาณาจักรมีระบบ Telephone Preference Service ซึ่งบริษัทที่ฝ่าฝืนโทรหาผู้ที่ลงทะเบียนปฏิเสธไว้ อาจถูกปรับสูงสุดถึง 500,000 ปอนด์ (ประมาณ 22 ล้านบาท) ต่อครั้ง
โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/กัลยาณี ชีวะพานิช