คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับภาครัฐ และธนาคารโลก ประกาศความพร้อมจัดงาน The Bangkok Business Summit 2026 ชูแนวคิด Reinvent Thailand, Resilient ASEAN เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ปูทางสู่เจ้าภาพงานประชุมระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในเดือน ต.ค. นี้ และบทบาทประธานอาเซียนปี 71
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก (Word Bank) ประกาศความพร้อมจัดงานประชุมระดับผู้นำ The Bangkok Business Summit 2026 ภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand, Resilient ASEAN ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)
ทั้งนี้ เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีปูทางไปสู่การประชุมใหญ่ระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในเดือนต.ค. 69 และปูทางสู่บทบาทการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571
*ไฮไลท์สำคัญของเวที The Bangkok Business Summit 2026
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Thailands Offer to the World เพื่อประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุน ยกระดับประเทศจากการแข่งขันด้านต้นทุนสู่การสร้างขีดความสามารถ นวัตกรรม ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ร่วมแสดงปาฐกถาเชิงนโยบายในหัวข้อ Unlocking the Next Growth Engines for Thailand & ASEAN เพื่อเปิดเผยลำดับขั้นตอนการปฏิรูปเชิงนโยบายที่จะช่วยปลดล็อกการลงทุนของภาคเอกชนและขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะกล่าวถึงการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการปาฐกถา การเสวนา และการเปิดตัวรายงานเศรษฐกิจ ได้แก่
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Thailands New Horizons: From Ambition to Delivery
การเสวนาเชิงลึก โดย Mr. Carlos Felipe Jaramillo รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก, Mr. Sarvesh Suri รองประธานบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และ Mr. John W.H. Denton เลขาธิการสภาหอการค้าระหว่างประเทศ (ICC) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และโอกาสทางธุรกิจ
การเปิดตัวรายงานฉบับใหม่ของธนาคารโลก Building Thailands Future Today ซึ่งเสนอแนวทางการก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูงของประเทศไทย ผ่านลงทุนและการปฏิรูปเพื่อสร้างงาน เพิ่มผลิตภาพ และวางรากฐานการเติบโตระยะยาว โดยชี้เป้าอุตสาหกรรมศักยภาพของไทย อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวยั่งยืนและสุขภาพ บริการดิจิทัล เกษตรและอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev) นำเสนอวงสนทนาพิเศษ Growth Reaches Communities: Sufficiency Economy Philosophy ร่วมถ่ายทอดแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะกรอบการพัฒนาที่สร้าง สมดุล ความเข้มแข็ง และความยั่งยืน ตั้งแต่ระดับชุมชนสู่ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม
ทั้งนี้ ในการประชุมช่วงบ่ายจะแบ่งภาคออกเป็น 2 การเสวนา ได้แก่
1. Track 1: Building Resilience (สร้างความแข็งแกร่งให้กับพื้นฐานของประเทศ)
นำโดย นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เน้นเรื่องการสร้างความสามารถในการแข่งขัน และความสามารถในการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ ซึ่งจะมีการเสวนาในหัวข้อ Efficient Energy & Low-Carbon Infrastructure และ Policy Architecture and Low-Carbon Cities in Action ให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยผู้นำจากหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงพลังงาน, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, บมจ.ปตท. (PTT), บมจ. กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF), บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), บมจ.การบินไทย (THAI) และบริษัท Google LLC
การเสวนาในหัวข้อ Building Thailands Trusted Economy: Digital Public Infrastructure for Inclusive Growth ซึ่งจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำหรับสาธารณะในภาคการเงินสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม โดยผู้บริหารระดับสูงจากธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต และ Ascend Money
2. Track 2: New Horizons (อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เกษตรอาหาร และเศรษฐกิจที่ยึดคนเป็นศูนย์กลาง)
นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เน้นการพัฒนาศักยภาพของพนักงานที่มีความสามารถสูงในองค์กร และวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน AI และการวิจัยและพัฒนา (R&D) ขั้นสูง
นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาในหัวข้ออื่น ๆ อาทิ
การเสวนาในหัวข้อ The Future of Agrifood Business การยกระดับสู่สินทรัพย์ยุทธศาสตร์แห่งภูมิภาค ผู้บริหารจากภาคธุรกิจชั้นนำ อาทิ บมจ.ซี แวลู และ บริษัท โอแลม อะกริ (สิงคโปร์) จะร่วมแสดงทรรศนะว่า อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทยกำลังยกระดับจากเพียง ครัวของโลก สู่การเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค
การเสวนาในหัวข้อ The Future of the Human-Centric Economy ซึ่งหลอมรวมด้านสุขภาพ สุขภาวะ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ที่ออกแบบรอบผู้คนเข้ามาไว้ด้วยกันมากกว่าการแยกส่วนอุตสาหกรรม โดยไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT), บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) และบริษัทเซเรซิน
โดยในช่วงท้ายของงาน ประธานองค์กรภาคเอกชนทั้งสามสถาบันจะร่วมสรุปข้อเสนอเพื่อเปลี่ยนข้อคิดเห็นจากเวทีสู่แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างระบบนิเวศการลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงจะมีการลงนามหนังสือเจตจำนง ความร่วมมือเรื่อง Digital & AI Compact ของหน่วยงานภาครัฐด้านเศรษฐกิจของไทยกับธนาคารโลก
นายผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มุ่งตอบโจทย์สำคัญว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโลกและการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนให้เป็นโอกาสใหม่ของการลงทุน การสร้างงาน และการเติบโตได้อย่างไร
โดย The Bangkok Business Summit 2026 ไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง แต่เป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยนำเสนอจุดแข็ง โอกาส และทิศทางการพัฒนาประเทศให้ประชาคมธุรกิจทั่วโลกได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ของภาครัฐ ข้อเสนอจากองค์กรระหว่างประเทศ และประสบการณ์จริงของภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน โจทย์ของประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่เพียงการเติบโต แต่คือการสร้างการเติบโตที่แข่งขันได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องมีแพลตฟอร์มในการวางแนวทางร่วมกัน ในการ Reinvent Thailand สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ไทยสามารถคว้าโอกาสใหม่ และก้าวขึ้นเป็นส่วนสำคัญของภูมิภาคอาเซียนที่ปรับตัวเข้ากับพลวัตของโลกได้ หรือ Resilient ASEAN