สินเชื่อแบงก์พาณิชย์ Q2/69 โต 2% หนุนโดยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ ส่วน SMEs หดตัวต่อเนื่อง 4 ปี

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday August 18, 2026 14:52 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลอง และวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวได้ 2.0% จากระยะเดียวกันของปีก่อน จากผลของการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขยายตัว 6.6% เป็นสำคัญ ตามความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากต้นทุนพลังงาน และราคาวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น

ขณะที่สินเชื่อ SMEs และสินเชื่ออุปโภค-บริโภค ยังหดตัวต่อเนื่อง โดยในส่วนของสินเชื่อ SMEs หดตัว -4.6% ติดลบต่อเนื่อง 16 ไตรมาส ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง

ภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ มีความมั่นคง และมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง โดยสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 2 ขยายตัว 2% นายสุโชติ ระบุ

ด้านคุณภาพสินเชื่อ NPL (Stage 3) ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 534.8 พันล้านบาท จากการเร่งบริหารจัดการคุณภาพหนี้เป็นสำคัญ ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมทรงตัวอยู่ที่ 2.82% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นช่วงต้นของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สำหรับสินเชื่อ Stage 2 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 6.78% ส่วนหนึ่งจากลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่ไหลเป็น NPL เพิ่มขึ้น ขณะที่มีลูกหนี้บางส่วน ที่เดิมถูกจัดชั้นเชิงคุณภาพปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์ยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนช่วยชะลอการเกิด NPL ใหม่

สำหรับผลการดำเนินงาน กำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 83,000 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 6.8% จากระยะเดียวกันปีก่อน จากกำไรที่มาจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของตราสารทางการเงิน และค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำรองลดลงหลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ได้กันสำรองไปค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้า และมีการบริหารต้นทุนการดำเนินงานที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ สอดคล้องกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง

นายสุโชติ กล่าวว่า ในระยะต่อไป สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ไม่ทั่วถึง ยังเป็นปัจจัยกดดันความสามารถในการชำระหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ SMEs ที่เปราะบางอยู่เดิม และภาคครัวเรือนที่เผชิญกับความผันผวนของรายได้และค่าครองชีพที่สูงขึ้น จึงควรติดตามแนวโน้มคุณภาพสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิดต่อไป มาตรการการลดภาระหนี้ของทางการ และการสนับสนุนสภาพคล่องจากสถาบันการเงินที่ต่อเนื่อง คาดว่าจะมีส่วนช่วยประคับประคองภาคธุรกิจ และครัวเรือนในระยะต่อไป

นายสุโชติ กล่าวว่า ธปท. ได้ติดตามคุณภาพหนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอัตราการไหลของหนี้ จากชั้นปกติไปสู่หนี้เสีย (NPL) ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ที่เปราะบางเดิม ที่ได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากต้นทุนวัตถุดิบ และพลังงานที่สูงขึ้น โดยธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ ได้แก่ ภาคก่อสร้าง เผชิญต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง, อสังหาริมทรัพย์ กำลังซื้อของประชาชน ฟื้นตัวไม่เพียงพอ, ธุรกิจโรงแรมและภาคการค้า มีการแข่งขันรุนแรง

สำหรับหนี้ครัวเรือน ปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 85.9% ต่อ GDP โดยส่วนหนึ่งเป็นผลของฐาน GDP ที่ปรับสูงขึ้นตามภาวะด้านราคา และยอดสินเชื่อรายย่อยที่ชะลอตัวลงตามพฤติกรรมการระมัดระวังการใช้จ่าย อย่างไรก็ดี ในส่วนของการจัดการ NPL นั้นธนาคารพาณิชย์เลือกที่จะใช้วิธีตัดขายหนี้ออกจากพอร์ต เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการ

ส่วนในระยะข้างหน้า ธปท. ได้เตรียมมาตรการเสริมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การปรับเกณฑ์สนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ธนาคารสามารถลดค่างวดให้ลูกหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพียงพอ ซึ่งมาตรการนี้จะถูกนำมาใช้ทันทีหากเห็นสัญญาณว่าการช่วยเหลือในปัจจุบันไม่สามารถหยุดการไหลของ NPL ได้ หรือสถานการณ์เศรษฐกิจแย่ลงกว่าที่คาดการณ์ไว้

ยืนยันเป็นการเตรียมความพร้อมไว้ เช่น การปรับลดค่างวด จากเดิมที่ต้องจ่าย 1,000 บาท ให้เหลือประมาณ 800 บาท หรือลดลง 20% เพื่อช่วยให้ลูกหนี้เบาตัวลง ซึ่งกระบวนการปรับลด ทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการลดดอกเบี้ย การพักชำระเงินต้น หรือการขยายระยะเวลาผ่อนชำระ เพื่อให้ค่างวดในช่วงแรกต่ำลงแล้วค่อยไปเพิ่มในช่วงหลัง (Step Up) ในกรณีที่ลูกหนี้ประสบปัญหาหนักจนการลดค่างวด 20% ยังไม่เพียงพอ สถาบันการเงินอาจพิจารณามาตรการ Hair Cut หรือการลดหนี้ให้ตามความเหมาะสมจากการเจรจา นายสุโชติ กล่าว

พร้อมกันนี้ ธปท. ยังดำเนินโครงการ SME Portal และการใช้ข้อมูลทางเลือกอื่น ๆ เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ซึ่งจะช่วยลดการบิดเบือนของราคา และทำให้การจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจมีความสมดุลมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา มักจะติดปัญหาเรื่องความเท่าเทียมของข้อมูล ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ เพราะไม่สามารถประเมินความเสี่ยงได้

โดย ธปฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ