รัฐบาลจีนยกระดับมาตรการควบคุมการเดินทางเข้าและออกนอกประเทศ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 กันยายนนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
คณะมนตรีรัฐกิจ (State Council) หรือคณะรัฐมนตรีของจีน ได้ประกาศกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการควบคุมการเข้า-ออกประเทศ โดยกฎระเบียบดังกล่าวอนุญาตให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งห้ามพลเมืองจีนเดินทางออกนอกประเทศ หากพบว่ามีการละเมิดมาตรการควบคุมเทคโนโลยีหรือสินค้าส่งออกอื่น ๆ หรือหากการเดินทางออกนอกประเทศส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยีของประเทศ
ขณะเดียวกัน ชาวต่างชาติก็จะเผชิญกับมาตรการควบคุมการเข้าประเทศจีนที่เข้มงวดขึ้นเช่นกัน โดยชาวต่างชาติอาจถูกปฏิเสธไม่ให้เดินทางเข้าจีน หากบุคคลเหล่านี้เดินทางมาจากประเทศที่จีนดำเนินมาตรการเพื่อตอบโต้การคว่ำบาตรของประเทศนั้น นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จีนยังสามารถจำกัดการออกวีซ่าหรือปฏิเสธการเข้าเมืองของบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทที่อยู่ในบัญชีรายชื่อองค์กรที่ไม่น่าเชื่อถือของรัฐบาลจีนได้ด้วย
ทั้งนี้ กฎระเบียบใหม่ยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะมีอำนาจในการเรียกตรวจเอกสาร รวมถึงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ในระหว่างการตรวจเช็ก
การออกมาตรการที่เข้มงวดมากในครั้งนี้ถูกมองว่าส่วนหนึ่งเป็นการตอบสนองต่อกรณีที่เมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก (Facebook) ประกาศว่าจะเข้าซื้อกิจการ แมนัส (Manus) ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปผู้พัฒนา AI ของจีน และมีความเชี่ยวชาญด้าน Agentic AI
แมนัสก่อตั้งขึ้นที่กรุงปักกิ่งในปี 2565 ก่อนจะย้ายสำนักงานไปยังสิงคโปร์ในปี 2568 และไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากนั้น เมตา ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ ก็ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการแมนัส ด้วยมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์รายงานว่า ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้สั่งห้ามผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของแมนัสเดินทางออกนอกประเทศ และต่อมาในเดือนเมษายน รัฐบาลได้สั่งยกเลิกการเข้าซื้อกิจการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าแมนัสอาจใช้สิงคโปร์เป็นฉากหน้า หรือที่เรียกว่า Singapore washing เพื่อหลบเลี่ยงการควบคุมของรัฐบาลจีน และเชื่อว่ากรณีนี้น่าจะเป็นชนวนเหตุที่กระตุ้นให้รัฐบาลจีนเพิ่มมาตรการควบคุมเทคโนโลยี AI และข้อมูลที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีฉบับล่าสุดของจีน ซึ่งผ่านการอนุมัติเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บ่งชี้ว่ารัฐบาลจีนมุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศแข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนดังกล่าวรวมถึงการเร่งพัฒนาด้าน AI, ชิป และแร่หายาก ตลอดจนการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปนัยดา ปัทมโกวิท