ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันศุกร์ (21 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนจากสัญญาณเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดี อย่างไรก็ตาม ดัชนี STOXX 600 ยังคงปิดสัปดาห์นี้ในแดนลบเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง
- ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 654.18 จุด เพิ่มขึ้น 3.83 จุด หรือ +0.59%
- ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,484.43 จุด เพิ่มขึ้น 31.34 จุด หรือ +0.37%
- ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,136.56 จุด เพิ่มขึ้น 153.52 จุด หรือ +0.59%
- ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,816.56 จุด เพิ่มขึ้น 68.40 จุด หรือ +0.64%
ในช่วงต้นสัปดาห์ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเพิ่มความระมัดระวังและลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ก่อนที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะประกาศมาตรการเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งนักลงทุนจำนวนมากมองว่าเป็นเพียงมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในยุโรปที่แข็งแกร่งช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปยังส่งสัญญาณความแข็งแกร่ง แม้เผชิญความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ข้อมูลเศรษฐกิจที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ยังสะท้อนภาพการฟื้นตัว โดยกิจกรรมทางธุรกิจของยูโรโซนขยายตัวในอัตราสูงสุดของปีนี้ จากคำสั่งซื้อใหม่ในภาคการผลิตและการส่งออกที่กลับมาเติบโต ขณะที่ดัชนี Flash Euro zone Composite PMI Output Index ของ S&P Global ในเดือนส.ค.แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2568
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงระมัดระวังในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเงินเฟ้อ
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า เศรษฐกิจยุโรปกำลังส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง โดยการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโดยไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมากของอุปสงค์โดยรวม ถือเป็นภาวะที่ค่อนข้างสมดุล เพราะเศรษฐกิจเติบโตมากพอที่จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่น แต่ยังไม่มากพอที่จะทำให้ ECB ลดความระมัดระวังเกี่ยวกับเงินเฟ้อ
หุ้นกลุ่มสินค้าหรูหราปรับตัวขึ้น 1.4% โดยฟื้นตัวจากการร่วงลงอย่างหนักในวันก่อนหน้า ขณะที่หุ้นกลุ่มทรัพยากรพื้นฐานพุ่งขึ้น 2.5% นำการปรับตัวขึ้นในบรรดาหุ้นรายกลุ่ม โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วยหนุนราคาทองคำ
ข้อมูลจาก LSEG/Lipper ระบุว่า ตลาดหุ้นยุโรปมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 2.44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 12 ส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 ก.พ. ก่อนเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านไม่นาน
หุ้นกลุ่มค้าปลีกเพิ่มขึ้น 1% โดยหุ้น JD Sports พุ่งขึ้น 5.6% หลังจากร่วงลง 14% ในวันพฤหัสบดี เนื่องจากบริษัทปรับลดคาดการณ์กำไรประจำปี
ด้านตลาดเงิน นักลงทุนเตรียมรับมือกับแนวโน้มที่ ECB อาจดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อมีความไม่แน่นอนมากขึ้น
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยระบุว่าสหรัฐฯ จะใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านที่เข้มงวดที่สุดในประวัติศาสตร์
ท่าทีดังกล่าวลดความหวังเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูป และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 0.5%
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ความไม่แน่นอนบางส่วนได้สะท้อนอยู่ในราคาน้ำมันและความเชื่อมั่นของตลาดแล้ว แต่ยังไม่ได้กลายเป็นปัจจัยหลัก เนื่องจากตลาดยังไม่เชื่ออย่างเต็มที่ว่าสหรัฐฯ จะเดินหน้าบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวในท้ายที่สุด
หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นหนึ่งในไม่กี่กลุ่มที่ปรับตัวลง เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มกลาโหม
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช