ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในวันจันทร์ (24 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ที่ช่วยชดเชยแรงกดดันจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่นักลงทุนเตรียมรับมือกับเหตุการณ์สำคัญหลายรายการในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจมีอิทธิพลต่อทิศทางตลาดโลกในระยะใกล้
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,854.32 จุด เพิ่มขึ้น 37.76 จุด หรือ +0.35%
ประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจคือรายละเอียดมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปยังประเทศซึ่งยังมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน โดยมาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการจัดหาและขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ มีกำหนดจัดแถลงข่าวในวันเดียวกันเพื่อเปิดเผยรายละเอียดของมาตรการ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านยุติการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่เคยรองรับการขนส่งอุปทานทั่วโลกราว 1 ใน 5
ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงก่อนการประกาศมาตรการ ส่งผลให้หุ้น BP บริษัทพลังงานรายใหญ่ของอังกฤษ ร่วงลง 2.9% ขณะที่หุ้น Shell ก็ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมัน
ด้านหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ Rio Tinto และ Anglo American ปรับตัวขึ้น 0.3% และ 1.3% ตามลำดับ โดยได้แรงหนุนจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ซึ่งช่วยสนับสนุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทโลหะ
ตลาดยังจับตาผลประกอบการของอินวิเดียในสัปดาห์นี้ เนื่องจากถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญของกระแสการลงทุนใน AI ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ผลักดันตลาดหุ้นขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
อีกประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจคือการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการประชุมประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮลในสัปดาห์นี้ โดยนักลงทุนต้องการจับสัญญาณเกี่ยวกับการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในช่วงที่ผ่านมาและแนวโน้มนโยบายการเงิน
หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคอย่าง British American Tobacco, Diageo และ Unilever ปรับตัวขึ้น ช่วยสนับสนุนตลาด
Financial Times รายงานว่า Shell ได้รับความสนใจจากบริษัทที่อาจเข้าซื้อสินทรัพย์ด้านเคมีภัณฑ์ในสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึง ExxonMobil และ LyondellBasell โดยสินทรัพย์ดังกล่าวอาจมีมูลค่าสูงถึง 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช