SCB EIC เพิ่มคาดการณ์ศก.ไทยปี 69-70 จากแรงส่งลงทุนภาคเอกชน-ส่งออก กนง.คงดอกเบี้ยทั้งปี

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday August 25, 2026 10:55 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.2% จากแรงส่งการลงทุน และส่งออกกลุ่มดิจิทัล-อิเล็กทรอนิกส์ แต่การเติบโตยังกระจุกตัว และพึ่งพาการนำเข้าสูง พร้อมคาด กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดทั้งปีนี้ ส่วนปี 70 คาดเศรษฐกิจไทย โต 2.1%

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เพิ่มเป็น 2.2% (เดิม 2.0%) และปี 2570 เพิ่มเป็น 2.1% (เดิม 1.9%) จากแรงส่งของการลงทุนและการส่งออกในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังมีลักษณะกระจุกตัวและพึ่งพาการนำเข้าสูง ขณะที่มาตรการภาครัฐ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย แต่ต้องจับตาสถานการณ์ราคาพลังงานที่ยังผันผวน และการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า

*เศรษฐกิจไทย ได้แรงหนุนจากการลงทุน-การส่งออก แต่ผลบวกยังกระจุกตัว

เศรษฐกิจไทย ได้รับแรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกที่ขยายตัวสูง โดยการลงทุนภาคเอกชนเร่งต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 และมีแนวโน้มทรงตัวสูงในระยะข้างหน้า สะท้อนจากมูลค่าการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data center) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

ด้านการส่งออกยังขยายตัวดีเช่นกัน โดยมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญตามวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก อย่างไรก็ดี กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับกระแสดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุนจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง อีกทั้งผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ และบริษัทต่างชาติ ส่งผลให้แรงส่งนี้ ยังไม่กระจายสู่เศรษฐกิจในวงกว้างเท่าที่ควร

SCB EIC มองว่านโยบายภาครัฐ ยังมีบทบาทสำคัญในการประคองเศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และปี 2570 ผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ

(1) แผนช่วยเหลือประชาชน เม็ดเงินจากการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการไทยช่วยไทย จะช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงไตรมาส 3 รวมถึงมีแนวโน้มนำเม็ดเงินที่ยังเหลือมาพยุงกำลังซื้อในไตรมาสที่ 4 ขณะที่การพิจารณาโครงการภายใต้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานจาก พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ล่าช้ากว่าที่คาด โดย SCB EIC ปรับสมมติฐานให้เม็ดเงินจากโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานเข้าสู่เศรษฐกิจในปี 2570 มากขึ้น

ทั้งนี้ ต้องติดตามว่ารัฐบาลจะคงวงเงินสำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานตามเดิม หรือปรับบางส่วนไปใช้ในแผนช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีนี้

(2) มาตรการลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงาน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กลับมาชดเชยราคาน้ำมันสูงขึ้นตั้งแต่กลางเดือน ก.ค.69 หลังราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ฐานะกองทุนฯ กลับมาขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแตะ 75,562 ล้านบาท ณ วันที่ 16 ส.ค. ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีแนวโน้มลดค่าไฟฟ้างวด ก.ย. ธ.ค.69 ลงเหลือ 3.86 บาท/หน่วย จาก 3.95 บาท/หน่วย แม้ต้นทุนค่าไฟยังอยู่ในระดับสูงตามราคา LNG โลก โดยจะอาศัยการเรียกเก็บเงินส่วนเกินของกลุ่มการไฟฟ้าฯ (กฟผ. กฟน. และ กฟภ.) (Claw back) มาอุดหนุนค่าไฟและปรับโครงสร้างนำค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากค่าไฟฟ้าฐาน

มาตรการดังกล่าว ประกอบกับการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าที่ต่ำกว่าคาด ส่งผลให้ SCB EIC ปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.7% (จากเดิม 2.6%) และคาดว่าจะชะลอลงต่อเนื่องสู่ 0.8% ในปี 2570

SCB EIC ระบุว่า แม้จะมีการปรับเพิ่มประมาณการ แต่เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่าศักยภาพ จากปัญหาเชิงโครงสร้างและความเปราะบางที่สะสมมานาน และแรงกดดันเพิ่มเติมจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงขึ้นเป็น 2.2% ในปี 2569 และ 2.1% ในปี 2570 ซึ่งนับว่าชะลอลงจากช่วงก่อนหน้า และยังต่ำกว่าศักยภาพ สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความเปราะบางที่สะสมมานาน แม้รัฐบาลจะออกมาตรการเพิ่มเติมผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงสองปีนี้

อีกหนึ่งสัญญาณที่น่ากังวล คือ ดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดปรับแย่ลงในช่วงครึ่งปีแรก และยังมีแนวโน้มขาดดุลพร้อมกันในปีนี้ จากทั้งปัจจัยชั่วคราว เช่น ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง และปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้การพึ่งพาการนำเข้าสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าสินค้าเพื่อการผลิตและส่งออก การลงทุนในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการใช้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ 2.มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็น Excess capacity และ Transshipment 3.ความเสี่ยงจาก Super El Nino ซึ่งอาจกระทบผลผลิตภาคเกษตร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

*กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% หลังแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง

SCB EIC มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปี แม้เศรษฐกิจไทยจะมีทิศทางปรับดีขึ้นในระยะข้างหน้า แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง (K-shaped) โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในบางภาคส่วน ขณะที่ภาระหนี้และต้นทุนทางการเงินของครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ยังอยู่ในระดับสูง

ด้านเสถียรภาพราคา ประเมินว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อปรับลดลง โดยเงินเฟ้อมีแนวโน้มเคลื่อนไหวใกล้ขอบบนของกรอบเป้าหมาย 1-3% ในปีนี้ จากผลของราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน ก่อนทยอยชะลอลงในปีหน้า อย่างไรก็ดี ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในระยะนี้ อยู่ที่ความเปราะบางของบางกลุ่ม ดังนั้น มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs จะยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

*AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก

SCB EIC ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ปริมาณขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงกลับสู่ระดับก่อนการบรรลุข้อตกลง MOU ในเดือน มิ.ย. ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกยังอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านอุปทาน

ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่แน่นอนทางการค้าของสหรัฐฯ ยังคงมีอยู่ หลังการใช้มาตรา 301 ในประเด็น Forced labor ต่อเนื่องจากมาตรา 122 เพื่อรักษาระดับอัตราภาษีนำเข้า ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess capacity) รวมถึงการตรวจสอบการสวมสิทธิ์สินค้าจีนผ่านประเทศคู่ค้าสำคัญ

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีนี้ SCB EIC คงประมาณการไว้เท่าเดิมที่ 2.5% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในช่วงไตรมาส 2 ทนทานต่อปัจจัยกดดันจากสงครามได้ดีกว่าที่คาด โดยมีการลงทุนในเทคโนโลยี AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ดี ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้เงินเฟ้อในหลายประเทศเศรษฐกิจหลักยังสูงกว่าเป้าหมาย ส่งผลให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปี

นอกจากนี้ ความกังวลด้านเงินเฟ้อ เสถียรภาพการคลัง และทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ยังคงผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของหลายประเทศ อยู่ในระดับสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ แม้มาตรการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐฯ จะช่วยบรรเทาแรงกดดันนี้ได้บางส่วนในระยะสั้นก็ตาม

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ