เวทีสัมมนา Thailand Focus 2026 ในหัวข้อ ไทยก้าวสู่บทใหม่: ดิจิทัลและข้อมูล กลไกสำคัญแห่งการเติบโต (Rebooting Thailands Future: Digital, Data and the Next Growth Catalysts) ฉายภาพยุทธศาสตร์ดิจิทัลของไทย กำลังเผชิญกับ วิกฤตความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางเทคโนโลยี (Technology Paradox)
แม้ประเทศจะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่งจนดึงดูดผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก (Hyperscalers) เข้ามาลงทุนได้สำเร็จ และคนไทยมีอัตราการเปิดรับนวัตกรรม AI ในชีวิตประจำวันสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับล้มเหลวในการนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพในการทำงานจริง
อีกทั้งยังขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน Deep Tech อย่างหนัก จนฉุดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันทางดิจิทัลของ IMD ร่วงไปอยู่อันดับที่ 37 และอยู่อันดับที่ 45 ในด้านความพร้อมสู่อนาคต ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไขจะนำไปสู่ภาวะ มูลค่ารั่วไหล (Value Leakage) ออกสู่เทคโนโลยีต่างชาติอย่างมหาศาล
นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธาน คณะกรรมการกำกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ระบุว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าเชิงโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายความเร็วสูงที่โดดเด่นเปรียบเสมือน ทางหลวงดิจิทัล จนสามารถดึงดูดผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ระดับโลก (Hyperscalers) ได้สำเร็จ แต่ดัชนีขีดความสามารถการแข่งขันทางดิจิทัล ของ IMD (International Institute for Management Development) ไทยยังอยู่ในอันดับที่ 37 จาก 70 ประเทศ และอยู่ในอันดับ 29 ในด้านเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากยังขาดการขับเคลื่อนด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูล และขาดเม็ดเงินลงทุนในเทคโนโลยี AI อย่างจริงจัง
ประเทศไทยมีจุดอ่อนเรื่องทักษะความรู้ขั้นสูง โดยอยู่อันดับ 37 ในด้านการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนภาครัฐเพื่อไปสู่ AI ในแง่ขององค์ความรู้ และอันดับ 45 ในด้านความพร้อมสู่อนาคต เนื่องจากขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน Deep Tech และ AI รวมถึงการมีผลงานวิจัยและบทความเชิงวิทยาศาสตร์ด้าน AI จากสถาบันวิชาการในประเทศในระดับต่ำมาก
นายธีรนันท์ กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่มุ่งเน้นประเด็นหลักที่ครอบคลุม การพัฒนาทุนมนุษย์ระดับสูง, การยกระดับองค์กรธุรกิจสู่ดิจิทัลมูลค่าสูงเพื่อป้องกันการรั่วไหลของมูลค่า (Value Leakage) ไปต่างประเทศ, การส่งเสริมให้ SMEs ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกษตรกรรม และบริการนำ AI ไปปรับใช้, การส่งเสริมความเท่าเทียมทางสังคมผ่านเทคโนโลยี และการวางรากฐานนวัตกรรมอนาคต เช่น ควอนตัมและระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นแค่ร่างแรกที่ยังจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกมากในอีก 2 เดือนข้างหน้า
ขณะที่ความคืบหน้าของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ในการประสานและปรับปรุงศูนย์ข้อมูลกลางภาครัฐ เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลแพลตฟอร์มกลางที่เป็นระบบ เช่น ระเบียงสุขภาพกลาง (Health Link), ฐานข้อมูลท่องเที่ยว (Travel Link), ฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อม และการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรร่วมเพื่อสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ภาษาไทย (Thai Large Language Model Thai LLM) เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงทางข้อมูลของประเทศ
นายธีรนันท์ ระบุอีกว่า 5 sector ที่ไทยมี right to win ได้แก่ การเงิน ซึ่งมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว, การผลิต, โลจิสติกส์, ค้าปลีก, เศรษฐกิจสร้างสรรค์/คอนเทนต์
การริเริ่มสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนไทยตั้งแต่อายุยังน้อยร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก โดยส่งนักเรียนไปฝึกอบรมระยะสั้นแล้วกว่า 1,600 คน ควบคู่ไปกับการเสนอให้ภาคเอกชนแบ่งปันทุนการศึกษาเพื่อสร้างกำลังคน พร้อมตั้งเป้าเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมจากการเป็นเพียงผู้ใช้บริการซอฟต์แวร์หรือเทคโนโลยีต่างประเทศ ไปสู่การเป็นผู้คิดค้นและผลิตบริการที่มีมูลค่าสูงเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง
นายสรุจ ทิพเสนา Country Manager ประจำประเทศไทย Google Cloud กล่าวว่า รายงาน Gemini Southeast Asia ชี้ว่า สังคมไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดที่มีการเปิดรับนวัตกรรมดิจิทัลหลังโควิด-19 และคนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ในการใช้งาน AI ในชีวิตประจำวันสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (เช่น อัตราการใช้งานโมเดลสร้างภาพ Nano Banana สูงที่สุดในโลก) แต่ในทางตรงกันข้าม อัตราการใช้งาน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในการทำงานจริง (AI at work) กลับยังตามหลังเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์หรือฟิลิปปินส์อย่างชัดเจน
การสร้างประโยชน์เชิงพาณิชย์จาก AI สามารถประเมินได้จาก 3 ด้านหลัก ได้แก่ ความสามารถในการประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล (Data Crunching), ความสามารถในการคิดหาเหตุผล (Reasoning) เพื่อปรับปรุงกระบวนการและสร้างระบบอัตโนมัติ (Business Process Automation) และมิติด้านความรู้ (Knowledge) ที่ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงทักษะเฉพาะทางและการพัฒนาแอปพลิเคชันต้นแบบผ่านผู้ช่วยเขียนโค้ดได้อย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบันอุปสรรคเรื่องการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจัดกระจายไม่ใช่อุปสรรคทางเทคโนโลยีอีกต่อไป ด้วยเทคโนโลยี คลาวด์ข้อมูลตัวแทน (Agent Data Cloud) ซึ่งใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสืบค้นข้อมูลดิบจากคลังที่แยกส่วนกันได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเอามารวมศูนย์ในที่เดียว ดังนั้น ความท้าทายหลักจึงเป็นเรื่องของทิศทางนโยบายและการมอบเป้าหมายทางธุรกิจ (Business Mandate) ที่ชัดเจนขององค์กรเพื่อขับเคลื่อนการประสานงานข้อมูลร่วมกันข้ามแผนก
แนวโน้มของอุตสาหกรรมกำลังก้าวข้ามผ่านการใช้งาน AI ในฐานะผู้ช่วยระดับส่วนบุคคล (Individual AI) ไปสู่โครงสร้างการทำงานแบบองค์รวมระดับสถาบัน (Institutional AI) โดยระบบจะประสานงานเชื่อมต่อกันผ่านกลุ่มตัวแทน AI (AI Agents) ตั้งแต่การขาย คลังสินค้า จนถึงฝ่ายจัดส่งและบริการลูกค้า เพื่อยกระดับความเร็วในการทำธุรกิจ โดยความท้าทายในอนาคตคือการสร้างบุคลากรสายพันธุ์ใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการกลุ่มตัวแทน AI (AI Agents Manager) เหล่านี้
การเน้นย้ำถึงบทบาทของข้อตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement DEFA) ที่กำลังดำเนินการสร้างมาตรฐานร่วมเชิงนโยบาย การประสานข้อมูล และการพัฒนาระบบโครงสร้างอัจฉริยะร่วมกัน เช่น ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะแบบอินไลน์ (Smart Grid) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายพลังงานสะอาดและส่งเสริมผลิตภาพทางดิจิทัลร่วมกันทั้งภูมิภาค