นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระพิจารณาพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำหนดกรอบวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาทว่า แม้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติว่าการออก พ.ร.ก. ดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่หน้าที่ในการไตร่ตรองความเหมาะสมและความคุ้มค่านั้นเป็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน โดยเห็นว่าสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โครงการยังขาดความชัดเจน
นอกจากนั้นแล้วการกู้เงินจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลังและการรักษาสถานะทางการคลังของประเทศ รวมถึงเป็นภาระหนี้ของประชาชน โดยปัจจุบันพบว่าหนี้สาธารณะต่อจีดีพี มีถึง 67% และยังต้องกู้จากการขาดดุลงบประมาณปี69 ส่วนที่เหลือ และกู้อีก 8 แสนล้านบาท ในงบประมาณปี2570 และเมื่อรวมกับ พ.ร.ก. อีก4 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะของประเทศ ช่วง 1 ปี มีแนวโน้มเพิ่ม 1.8-1.9 ล้านล้านบาท หรือ 10% ของจีดีพี ที่ทำให้เพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไม่เกิน 70% จะเอาไม่อยู่ และเชื่อว่างบปี 2571 จะเจอปัญหา คือ ไม่มีเงินกู้ตามงบประมาณเพียงพอต่อการลงทุน 20% ตามกฎหมาย เมื่อถึงเวลานั้น รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องออก พ.ร.ก.
นายกรณ์ ได้ตั้ง 4 คำถามสำคัญ ได้แก่
1. ประเทศชาติวิกฤตจริงหรือไม่ โดยพิจารณาจากวิกฤตในอดีต ตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ปี 2540 วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 วิกฤติโควิด-19 ทุกครั้งล้วนมีความจำเป็นฉุกเฉินชัดเจน แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจเพียงชะลอตัว อีกทั้งการกู้ผ่าน พ.ร.ก. ยังหลีกเลี่ยงการตรวจสอบที่เข้มข้นเหมือนงบประมาณรายจ่ายประจำปี
2. ตอบโจทย์ปัญหาปากท้องหรือไม่ ประเทศไทยกำลังเผชิญ 4 ปัญหาหลัก คือ GDP โตต่ำ (ไตรมาส 2 โตเพียง 1.9%) ปัญหาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด รายได้แท้จริงของประชาชนติดลบเกือบ 3% และปัญหาสินค้าราคาแพงจากค่าน้ำมัน ซึ่งการกู้เงินมาแจกหรือพยุงชั่วคราวไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างได้จริง
3. ความเร่งด่วนตามเงื่อนไขมาตรา 172 จริงหรือไม่ จากข้ออ้างโครงการติดตั้ง Solar Rooftop 500,000 ถึง 1 ล้านครัวเรือนนั้น ไม่สามารถเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่จะทำเสร็จก่อน พ.ร.ก. หมดอายุในวันที่ 30 ก.ย. 2570 เพราะกำลังการติดตั้งจริงของประเทศทำได้เพียงปีละ 12 แสนครัวเรือน ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 5 ปี และกฎหมายไม่อนุญาตให้กู้เงินมากองไว้ล่วงหน้าให้เกิดภาระดอกเบี้ย
4. กระทบต่อวินัยการคลังและหนี้สาธารณะอย่างไร ปัจจุบันหนี้สาธารณะแตะ 67% ของ GDP หากรวมการกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณปี 25692570 และเงินกู้ พ.ร.ก. อีก 4 แสนล้านบาท หนี้จะเพิ่มขึ้นอีก 1.81.9 ล้านล้านบาท ซึ่งจะดันให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ทันที ส่งผลให้รัฐบาลปี 2571 จะไม่เหลือพื้นที่ทางการคลังในการจัดสรรงบลงทุน 20% ตามที่กฎหมายบังคับ
การกู้เงินมาแจก แน่นอนที่สุดมีคนชอบ แน่นอนที่สุดมีผลต่อเศรษฐกิจชั่ววูบ แต่ถามว่าสามารถที่จะแก้ 4 ปัญหาหลักของประเทศ ของพี่น้องประชาชนวันนี้ได้หรือไม่ ผมว่าไม่ใช่ นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวว่า พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ตน สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน จึงไม่อาจให้ความเห็นชอบกับการตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้
โดย รัชดา คงขุนเทียน