ปิโตรเคมีไทยรับศึกหนัก Over Supply-จีนตีตลาด กลุ่ม PTT เร่งปรับพอร์ตรับมือ

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday August 26, 2026 15:42 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเผชิญความท้าทายที่ยังคงอยู่ในภาวะ Over Supply ยิ่งเกิดวิกฤตพลังงาน ทำให้ feed stock หายากและราคาพุ่ง ยังมีปัญหาท้าทายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ที่จะมีการลดการใช้พลาสติก หันมาใช้พลาสติกรีไซเคิลมากขึ้น ในขณะเดียวกันการแก้ปัญหาแต่ละตลาดทั้ง โอเลฟินและอะโรเมติกส์ ที่ประเทศจีนเป็นผู้ผลิตซัพพลายเข้าตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมมองหาทางออกไปหาตลาดใหม่ เช่น แอฟริกา อินเดีย รวมถึงการแก้ปัญหา Feed Stock ที่ต้องไม่พึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และการคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ยุโรปได้วางกฎระเบียบไว้ชัดเจน รวมไปถึงการเอาจริงเอาจังภาครัฐที่จะร่วมมือเอกชนในการผลักดันอุตสาหกรรมปิโตรเคมียุคใหม่ที่พร้อมรองรับกับกติกาโลกที่เปลี่ยนไป

นายพิรุณ กริ่มวงษ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บมจ. ปตท. [PTT] เปิดเผยในงานสัมมนา The 17th PTT Group Petrochemical Outlook Forum ว่า การรับมือกับสถานการณ์เพื่อให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีปลายน้ำยังมีความสามารถในการแข่งขันได้ เมื่อเทียบกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมีทั้งเรื่องวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ การจัดหาจากต่างประเทศ ที่มีซัพพลายล้นเหลือ รวมทั้งข้อกำหนดทางด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นคาร์บอนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

นาย LEE ANDREW FAGG รองประธาน หัวหน้าฝ่ายเคมีภัณฑ์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Vice President- Head of Chemicals APAC), Wood Mackenzie กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้องเผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะซัพพลายล้นตลาดอย่างมาก และเมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้เกิด Oil Shock ได้ส่งผลต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี และปัจจุบันความขัดแย้งก้ยังดำเนินต่อ และมีความไม่แน่นอน สิ่งที่ชี้วัดได้คือราคาน้ำมัน โดยเฉพาะตลาดในเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซ ประมาณ 80-90% หรือประมาณ 20 ล้านบาร์เรล ในแง่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเกิดผลกระทบชัดเจน อย่างการพึ่งพานาฟทา และ LPG จากตะวันออกกลาง ซึ่งจีนเก็บสต๊อกไว้นานสุดประมาณ 1 ปี จึงเห็นการหยุดกำลังการผลิตจำนวนมาก โดยประเมินว่าเอทิลีนประมาณ 10 ล้านตัน ส่วนใหญ่เป็นในยุโรป และบางส่วนโรงงานเก่า

ในปัจจุบัน เรามองจีนเป็นผู้เพิ่มอุปทานใหม่จำนวนมาก จีนยังคงผลักดันการลงทุนใหม่และหันไปใช้ถ่านหิน ด้วยแนวคิดความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางธุรกิจปิโตรเคมี

นาย LEE กล่าว่ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกลาง ได้เกิดความเสียหายทรัพย์สินที่รวมถึงโรงกลั่นและเคมีภัณฑ์ แม้ความขัดแย้งจะจบลง แต่ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นกลับมาสู่ภาวะปกติ จะมีคอขวดหลายจุดในห่วงโซ่อุปทาน และเคมีภัณฑ์หลายอย่างอาจไม่ได้เป็นลำดับสำคัญในการฟื้นฟูก่อน ซึ่งเห็นว่าจีนและอินเดียจะช่วยบรรเทาเรื่องนี้ได้ จากที่รับน้ำมันจากรัสเซีย และเมื่อมองกลุ่ม PTT ที่โรงกลั่น หรือแปรรูปก๊าซ มาเป็นวัตถุดิบของปิโตรเคมี ซึ่งเหนือกว่าคู่แข่งที่พึ่งพิงนาฟทาจาการนำเข้าซึ่งมีราคาพุ่งตามราคาน้ำมันที่ขึ้นไปถึง 120 เหรียญ/บาร์เรล

เมื่อมองภาพตลาดโอเลฟินในเอเชีย กำลังการผลิตได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมองว่าในปี 2570 ควรจะเห็นภาพการฟื้นตัวบ้าง หากกลับไปสู่ภาวะปกติ ขณะที่ อเมริกาเหนือ เป็นผู้ชนะชัดเจน ในห่วงโซ่ มีการเพิ่มการส่งออกก๊าซเพิ่มขึ้น และการส่งออกโพลิเมอร์ก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะอีเทนที่กำลังกลายเป็นวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมากขึ้นที่นำเข้าจากสหรัฐฯ โดยจะมีการนำเข้าอีเทนเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น แม้แต่ PTT อาจพิจารณานำเข้าอีเทนเข้ามาเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการ ทั้งนี้การนำเข้าวัตถุดิบมากเกินไปประกอบกับมีกระแสสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน ทำให้มีแนวโน้มการปรับโครงสร้างพอร์ตปิโตรเคมีที่เกาหลีกำลังปรับเปลี่ยน และคาดจะเกิดขึ้นที่ไทย ทั้งนี้ ในยุโรปได้มีการกฎระเบียบเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ ขยะบรรจุภัณฑ์ที่จะบังคับให้บริษัทใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากวัสดุรีไซเคิลที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2573

*ถอดบทเรียน กระจายแหล่งวัตถุดิบ

นายทศพร บุณยพิพัฒน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ก่อนเกิดวิกฤต อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีปัญหา Over Supply ที่เห็นการผลิตจำนวนมากมาตั้งแต่ปี 2561-2562 ที่ผ่านมาโรงงานใหม่ชะลอตัว และคาดว่าในปี 2573 น่าจะเริ่มเห็นซัพพลายดีมานด์อยู่ในจุดสมดุล และช่วงที่เกิดวิกฤตตะวันออกกลาง Feedstock หรือวัตถุดิบ คือนาฟทา ต้องนำเข้าทำให้เกิดความตื่นตระหนก และบางรายหยุดการผลิต จากบทเรียนวิกฤตครั้วนี้ ไม่พึ่งพิง Feed Stock เพียงแหล่งใดแหล่งหนึ่ง ต้อง Diversify มีความยืดหยุ่นในสายการผลิต

ส.อ.ท.เสนอภาครัฐ ในการทำให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเติบโตอย่างยั่งยืนในไทย ดังนี้

1) Domestic Supply Chain การทำให้ตลาดในประเทศแข็งแรง ควรวางมาตรฐานการค้าและการปกป้องตลาดในประเทศ การสนับสนุนส้่งเสริมใช้ Local Content มากขึ้น

2) Circular กำหนดมาตรฐานและสัดส่วนการใช้ Recycle material กำหนดมาตรการจูงใจและส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

3) Decarbonization & Environment เป็นการกำหนดมาตรฐานและกฎหมายการปล่อยคาร์บอน ลดความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบ เพิ่มแรงจูงใจการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอน

4) Indusrty Transformation เร่งพัฒนา investment ecosystem และยกระดับาตรการจูงใจและผลักดันกลไก Thailand Fast Pass 5)Domestic Infrastrutuce เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่นระบบจัดการน้ำ

*เม็ดพลาสติก PE/PP แม้โต แต่ถูกจีนตีตลาด

ด้านนางสาวพิมพ์กมล จุลเชาวน์ นักวิเคราะห์จากบมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล [PTTGC] กล่าวว่า ภาพรวมตลาดโพลีโอเลฟิน (Polyolefin) มุมมองธุรกิจปิโตรเคมีคอล สำหรับตลาดในประเทศไทย จากข้อมูลการผลิตของสินค้าพลาสติกในปัจจุบัน เช่น กลุ่มน้ำดื่ม พบว่ายังคงเติบโตในช่วงครึ่งปีแรก รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ก็มีการปรับในทิศทางบวกเช่นเดียวกัน โดยมีอัตราการเติบโต 12.4% จากปีก่อน ขณะที่กลุ่มพลาสติกฟิล์ม การเติบโตยังคงติดลบเกือบ 23% ดังนั้นจะเห็นว่าภาคการผลิตของประเทศไทย เกิดการชะลอตัว เพราะได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น


ขณะที่ในส่วนของดีมานด์ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น มาจากกลุ่มเม็ดพลาสติก PE และ PP อัตราการเปลี่ยนแปลงของดีมานด์ยังคงอยู่ในทิศทางบวก มาจากสินค้าปลายน้ำที่สนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มถุงพลาสติกที่มีการเติบโตในปี 2570-2573 บวกอยู่ที่ 2.2% อีกทั้งกลุ่มฝาขวดน้ำหรือกลุ่มน้ำดื่ม จะมีภาพรวมการเติบโตบวกอยู่ที่ 2.7% สอดรับกับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไทย

อย่างไรก็ตามการผลิตของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสินค้าจากจีน ที่เข้ามาเพิ่มขึ้นทุกปีสูงถึง 31% ส่วนพลาสติกกล่องลังก็ปรับตัวสูงอย่างมีนัยสำคัญถึง 76% รวมถึงพลาสติกภาชนะปิดผนึก ก็กระทบจากสินค้าจากจีนที่เข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ในมุมมองตรงนี้สินค้าจีนที่เข้ามาในประเทศไทยเข้ามาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 มาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ภาคการผลิตในประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นตลาดโลกยังมีพื้นที่ตรงไหนให้เติบโตได้บ้าง

สำหรับตลาดโพลิเอทิลีน (Polyethylene หรือ PE) ดีมานด์ที่เกิดขึ้นการเปลี่ยนแปลงของตลาด ประเทศจีนยังคงครองตลาดในเชิงปริมาณ ขณะที่ฝั่งดีมานด์ยังคงมาจากเอเชียใต้ที่เติบโตมากถึง 6.8% ได้รับแรงขับเคลื่อนมาจากการเติบโตของประชากร ทำให้การเติบโตในปี 2570-2573 บวกอยู่ที่ 6.8% รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เติบโต 4.1% มาจากการบริโภคอุปโภคที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอินโดนีเซียและเวียดนาม อันดับ 3 คือจีนที่มีอัตราการเติบโต 3%


ทั้งนี้กำลังการผลิตที่เข้ามาคือจีนที่เพิ่มกำลังการผลิตมาเป็นอันดับ 1 ทำให้ในปี 2570-2573 กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นสำหรับเม็ด PE สูงถึง 15 ล้านตัน อีกทั้งยังคงมีทางตะวันออกกลาง 6 ล้านตัน จากการที่มีต้นทุนต่ำและปริมาณมาก ทำให้เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองดีมานด์ที่ยังคงมีในตลาด รวมถึงเอเชียใต้ อีก 2 ล้านตัน ทำให้ภาพรวมสำหรับ PE มีกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นไม่น้อย ส่งผลภาวะล้นตลาด ทำให้ PE ได้รับแรงกดดันไปจนถึงปี 2573

ส่วน PP ก็มีความกดดันเช่นเดียวกัน เพราะการเพิ่มกำลังการผลิตจากประเทศจีนที่มาเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 9 ล้านตันรวมถึงเอเชียใต้ 3 ล้านตัน และตะวันออกกลางอีก 2 ล้านตันไปจนถึงปี 2573 โดย PP จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 14 ล้านตัน มุมมองภาวะล้นตลาดที่เกิดขึ้น ซึ่ง PP อยู่ในภาวะล้นตลาดมาตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปี 2571 ที่จะย่อตัวลงมา ส่งผลให้มุมมองว่าฟื้นตัวดีขึ้นเล็กน้อยจนถึงปี 2573 ดังนั้นผลกระทบดังกล่าวจากซัพพลายที่ล้นตลาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดมองหาตลาดอื่นๆ


ดังนั้นการปรับตัวในระยะสั้น พบว่าทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีการปรับตัวเรื่องของการหยุดผลิตสำหรับโรงงานผลิตบางโรงงาน รวมถึงทางเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มีการปรับปรุงเรื่องของการมาตรการต่างๆ เพื่อให้ภาพรวมของตลาดอยู่ในจุดที่สมดุลมากขึ้น ขณะที่ทางยุโรปที่ปิดกิจการสำหรับกำลังการผลิตที่มีความสามารถในการแข่งขันที่ต่ำ อย่างไรก็ตามการลดกำลังการผลิตหรือหยุดผลิตชั่วคราว อาจช่วยให้ตลาดฟื้นตัวเพียงระยะสั้นเท่านั้น ยังคงต้องมองควบคู่ไปกับการปรับตัวมุมมองระยะยาวที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรับพอร์ตฟอลิโอ การนำเข้าอีเทนระยะยาว รวมไปถึงมุ่งเน้นสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง (high value product) มากขึ้น โดยปัจจุบันประเทศไทยก็ปรับตัว เช่น การนำเข้าอีเทนระยะยาว เพื่อให้ต้นทุนยังคงสามารถแข่งขันได้

*ตลาดอะโรเมติกส์ ยังคงเผชิญภาวะ Over Supply

นางสาวธนัญญา สงซู นักวิเคราะห์ บมจ.ไทยออยล์ [TOP] กล่าวถึงกลุ่มอะโรเมติกส์ หลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ตลาดน้ำมันปั่นป่วน โดยในช่วง 2563-2568 ความต้องการลดลง โดยพาราไซลีน (PX) ดีมานด์ถูกขับเคลื่อนจากจีน ในช่วง 2569-2573 รองลงมาเป็นอินเดีย แต่ซัพพลายของ PX ก็สูงโดยในช่วงที่ผ่านมา กำลังการผลิต 9.5 ล้านตัน อย่างไรก็ดี รัฐบาลจีนเข้ามาควบคุมโรงงานมากขึ้นโดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โรงงานใหม่จึงเปิดยากขึ้นส่งให้ทุนจีนหันไปลงทุนนอกประเทศ อาทิ บรูไน อินโดนีเซีย ที่สุดแล้วซัพพลายโตเร็วกว่าดีมานด์ โดยในไทย ดีมานด์ลดลง 5.2% ซึ่งโรงงานผลักดันส่งออกเป็นส่วนใหญ่

ขณะที่เบนซีน ตลาดหลักก็ยังเป็นจีน โดยมีภาวะล้นตลาด (Over Supply) ซึ่งมาจากหลายช่องทาง อาทิ โรงกลั่น ปัจจุบันมีเพียงจีนที่นำเข้าสารเบนซีน ส่วนประเทศอื่นมีกำลังการผลิตเกิน โดยในไทย อุตสาหกรรมนำไปใช้เช่น ยางสังเคราะห์ ชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ชะลอตัวลง

ปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อเบนซีน ได้แก่ 1.Long Term Feedstock คาดว่ารถ EV มีการใช้มากขึ้น กดดันความต้องการ Gasoline และ 2.กระแสความยั่งยืน อาจเป็นจุดที่กดดันให้การใช้น้อยลง โดยคาดว่าปี 2583 จะผลักดันให้มีการใช้ rPET (reecycled polyethylene terephthalate) หรือ Virgin PET ลดลง ยิ่งกดดันดีมานด์ของอะโรเมติกส์

นางสาวธนัญญา กล่าวว่า จากปัจจัยที่ซัพพลายยังเติบโตแต่ดีมานด์กลับลดลง Feedstock มีความผันผวนกดดันตลาดอะโรเมติกส์ ทางออกคือหาตลาดใหม่ ได้แก่ แอฟริกา และอินเดีย ที่ยังมีการใช้อะโรเมติกส์สูง นอกจากนี้ปัจจุบัน เซมิคอนดักเตอร์ เป็น New S-Curve คาดว่าเซมิคอนดักเตอร์ จะเติบโตในระยะยาว เพิ่มขึ้น 8.6% กระบวนการผลิตจะมีการใช้สารโซเวนท์ ที่จะทำให้มีการใช้สารอะโรเมติกส์มากขึ้น รวมถึงต้องหา สินค้า High Value และหาตลาดใหม่ๆ

โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ