บมจ.ผลิตไฟฟ้า [EGCO] มั่นใจแนวโน้มผลงานครึ่งปีหลังฟื้นโตได้ดี อานิสงส์ไฮซีซั่นโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาว โรงไฟฟ้าพาจูเกาหลีใต้กลับมาเดินเครื่องเต็มกำลัง และเตรียม COD โครงการ APEX ในสหรัฐฯ เพิ่ม 2 โครงการ พร้อมกางงบลงทุน 30,000 ล้านบาทลุย M&A โรงไฟฟ้าต่างประเทศ ต่อบันทึกกำไรขายหุ้นโรงไฟฟ้าบ้านโป่งใน Q3/69 หนุนกระแสเงินสดแกร่ง ชูความพร้อมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอ็กโก ระยอง กว่า 621 ไร่ ลุย 4 โมเดลธุรกิจรองรับการเติบโตของกลุ่ม Data Center เผยอยู่ระหว่างเจรจาลูกค้ารายใหญ่ คาดบรรลุข้อตกลงภายในสิ้นปี 69
นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group กล่าวว่า ผลงานช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มฟื้นตัวและเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยได้รับปัจจัยบวกจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาวที่เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นไตรมาส 3/69 หนุนปริมาณน้ำที่ดีต่อเนื่อง ขณะที่โรงไฟฟ้าพาจูในเกาหลีใต้จะกลับมาดำเนินการได้เต็มประสิทธิภาพหลังจากหยุดซ่อมบำรุงในครึ่งปีแรก และเตรียมรับรู้รายได้เต็มปีจาก Pinnacle II รวมทั้งรับรู้ค่าพลังไฟฟ้า (CP) ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ในไตรมาส 4/69 เตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการ APEX ในสหรัฐอีก 2 โครงการ
ขณะเดียวกัน บริษัทจะขับเคลื่อนการเติบโตรอบใหม่ด้วยงบลงทุน 30,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการขยายธุรกิจผ่านการควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนทั้งแบบ กรีนฟิลด์ (Greenfield) และ บราวน์ฟิลด์ (Brownfield) ซึ่งปัจจุบันมีดีลที่อยู่ระหว่างการเจรจา 2-3 โครงการในต่างประเทศ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีนี้
นอกจากนั้น จากแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center ในไทย บริษัทมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งบริษัทมีที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโก ระยอง กว่า 621 ไร่ ผ่าน 4 โมเดลธุรกิจได้แก่ 1) Industrial Estate ขายและให้เช่าที่ดิน พร้อมระบบสาธารณูปโภค 2) Power Generation พัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่และโรงไฟฟ้าขนาดเล็กในนิคม 3) Direct PPA จัดส่งไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมโดยตรง และ 4) Data Center Co-investment ร่วมลงทุนและจัดหาพลังงานสะอาดแก่กลุ่ม Data Center
นายธวัชชัย เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ากลุ่ม Data Center รายใหญ่ ขนาด 200-400 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถเจรจาและบรรลุข้อตกลงที่ชัดเจนร่วมกันได้ภายในสิ้นปีนี้ และพร้อมต้อนรับลูกค้าเข้าสู่พื้นที่ได้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
อีกทั้งในไตรมาส 3/69 บริษัทเตรียมรับรู้จากการขายหุ้นในโรงไฟฟ้าบ้านโป่งมูลค่าราว 3,000 ล้านบาท โดยต้นทุนทางบัญชีอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์ (Asset Divestment) เพื่อหมุนเวียนเงินทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า
ด้านสถานะทางการเงิน บริษัทยืนยันมีเงินสดในมือเพียงพอสำหรับการดำเนินงานและชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปีนี้ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยยังไม่มีแผนที่จะออกหุ้นกู้ใหม่ในปีนี้ สำหรับแผนการเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่ภายใต้ PDP 2026 บริษัทยังรอความชัดเจนจากภาครัฐ จึงมุ่งเน้นการลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก
ขณะที่ความคืบหน้าโครงการ RE Big Lot รอบ 2 ที่บริษัทได้รับคัดเลือกทั้งหมด 11 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญา รวม 448.10 เมกะวัตต์ ปัจจุบันลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) แล้ว 8 โครงการ 263.60 เมกะวัตต์ ส่วนอีก 3 โครงการ คาดว่าจะลงนามแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/69 โดยมีแผนเริ่มก่อสร้างในปี 70 และกำหนด COD ปี 71-73
ส่วนโครงการพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐฯ หรือ โครงการ APEX มีแผนงานพัฒนารวม 151 โครงการ กำลังการผลิตรวมกว่า 43,158 เมกะวัตต์ ปัจจุบันเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 13 โครงการ 1,785 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 4 โครงการ 698 เมกะวัตต์ โดยโครงการโรงไฟฟ้าลมในรัฐเวอร์จิเนีย และระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่ Raven Storage ในรัฐเท็กซัส คาดว่าจะแล้วเสร็จและ COD ในไตรมาส 4/69 ขณะที่โครงการ Emerson Creek Wind ในรัฐโอไฮโอ คาด COD ไตรมาส 3/70 และโครงการ Cole Wind ในรัฐอิลลินอยส์ คาด COD ไตรมาส 2/70
นอกจากพลังงานหมุนเวียนแล้ว บริษัทยังมองเห็นโอกาสในการพัฒนา BESS ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบไฟฟ้าในอนาคต ช่วยเสริมความเสถียรของระบบไฟฟ้า เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าให้ลูกค้า รองรับการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้น และสนับสนุนการผสานพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบริษัทมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการ BESS หลายโครงการ ภายใต้บริษัท Apex Clean Energy (APEX) ในสหรัฐอเมริกา
บริษัทยังคงติดตามพัฒนาการของ SMR อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่า SMR อาจเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญสำหรับการผลิตไฟฟ้าฐานที่มีความน่าเชื่อถือสูง ควบคู่ไปกับเป้าหมายด้านการลดคาร์บอนในระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ ความพร้อม และความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับสากล เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงานในอนาคต
ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 69 สะท้อนถึงความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Resilience) และการมีวินัยทางการเงินที่เข้มงวดของ EGCO Group ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอกและภูมิรัฐศาสตร์โลก จุดแข็งสำคัญของเรา มาจากการบริหารพอร์ตโฟลิโอแบบ Diversification ที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติของประเทศที่ลงทุน เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เทคโนโลยี และธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาระดับกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคงนายธวัชชัย กล่าว
โดย วรินทร ศิรินอก