In Focusโค้งสุดท้ายเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ทรัมป์ ตัวเอกเกมหาเสียงสองพรรค

ข่าวต่างประเทศ Wednesday September 9, 2026 14:30 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

วันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันแรงงานของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเร่งเครื่องหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 8 สัปดาห์ก่อนถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้

การเลือกตั้งกลางเทอมเป็นการชิงที่นั่งในสภาคองเกรส ซึ่งประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา นอกจากนั้นยังมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐในหลายพื้นที่ การเลือกตั้งกลางเทอมไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือน การลงประชามติ ต่อผลงานของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเป็นการชี้ชะตาว่าพรรครีพับลิกันจะยังสามารถรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่ และทรัมป์จะเดินหน้านโยบายในช่วงสองปีสุดท้ายของวาระได้มากน้อยเพียงใด

เลือกตั้งกลางเทอม เปลี่ยนเกมประธานาธิบดี

การเลือกตั้งกลางเทอมเกิดขึ้นในช่วงกึ่งกลางของวาระ 4 ปีในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี กล่าวคือ 2 ปีหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีซึ่งครั้งหลังสุดจัดขึ้นเมื่อปี 2567 โดยการเลือกตั้งกลางเทอมในปีนี้เป็นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 435 ที่นั่ง และสมาชิกวุฒิสภา 35 ที่นั่ง แม้ว่าประธานาธิบดียังคงดำรงตำแหน่งต่อไปตามเดิม แต่ผลการเลือกตั้งสามารถเปลี่ยนสมดุลอำนาจระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรสได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยสภาคองเกรสมีอำนาจในการออกกฎหมาย อนุมัติงบประมาณ ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ตลอดจนให้ความเห็นชอบต่อการแต่งตั้งบุคคลสำคัญในรัฐบาลและตุลาการ

การเลือกตั้งกลางเทอมถูกมองว่าเป็นเสมือนการลงประชามติเพื่อตัดสินตัวประธานาธิบดี ยิ่งคะแนนนิยมของประธานาธิบดีต่ำ พรรคของประธานาธิบดีก็มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียที่นั่งในสภา ขณะที่ประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ บ่งชี้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมักต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง พรรคของประธานาธิบดีจึงมักสูญเสียที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในการเลือกตั้งกลางเทอม 20 ครั้ง จาก 22 ครั้งที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2481 จึงกล่าวได้ว่าการเลือกตั้งกลางเทอมมักส่งผลกระทบเชิงลบต่อประธานาธิบดี

สำหรับผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ หากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครตจะมีอำนาจมากขึ้นในการเปิดการสอบสวนและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รวมถึงนโยบายของทรัมป์ และหากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ ก็อาจขัดขวางการแต่งตั้งบุคคลสำคัญของประธานาธิบดี รวมถึงทำให้การผ่านกฎหมายของประธานาธิบดียากขึ้น การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้จึงเป็นตัวกำหนดว่า สองปีสุดท้ายของทรัมป์จะเป็นช่วงที่รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายได้อย่างเต็มที่ หรือต้องเผชิญกับการตรวจสอบและการต่อรองกับสภาคองเกรส

รีพับลิกัน ดึงทรัมป์ปลุกฐานเสียง แต่เสี่ยงเป็นภาระของผู้สมัคร

สำหรับพรรครีพับลิกัน กลยุทธ์สำคัญคือการทำให้ผู้สนับสนุนทรัมป์ออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายรีพับลิกันมีแนวโน้มออกมาใช้สิทธิน้อยลงเมื่อไม่มีชื่อของทรัมป์ปรากฏอยู่บนบัตรเลือกตั้ง โดยรีพับลิกันได้กำหนดจัดการประชุมใหญ่กลางเทอม (Midterm Convention) ในสัปดาห์นี้ ณ เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่พรรคจัดการประชุมระดับชาติสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอม โดยทรัมป์จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ทั้งในคืนวันพุธ (9 ก.ย.) และคืนวันพฤหัสบดี (10 ก.ย.) ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนความพยายามทำให้การเลือกตั้งกลางเทอมกลายเป็นเวทีระดับประเทศ และใช้ความนิยมของทรัมป์ในการปลุกพลังฐานเสียงกลุ่ม MAGA (Make America Great Again)

ขณะเดียวกัน รีพับลิกันยังพยายามเปลี่ยนสนามเลือกตั้งกลางเทอม จากการลงคะแนนเพื่อตัดสินตัวทรัมป์ ไปสู่การลงคะแนนเพื่อตัดสินพรรคเดโมแครต โดยโจมตีเดโมแครตว่าเอียงไปทางสังคมนิยมและฝ่ายซ้ายสุดโต่ง พร้อมชูประเด็นที่รีพับลิกันเชื่อว่าจะช่วยสร้างความได้เปรียบ เช่น การรักษาความมั่นคงชายแดน การลดภาษี การลดค่าครองชีพ การลดค่ารักษาพยาบาล และการผลิตสินค้าภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ดังกล่าวมีความเสี่ยง เพราะการนำทรัมป์มาเป็นศูนย์กลางของการรณรงค์หาเสียงอาจทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรครีพับลิกันต้องแบกรับคะแนนนิยมที่ตกต่ำของประธานาธิบดีไปด้วย โดยผู้สมัครบางคนเริ่มทยอยลบภาพหรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับทรัมป์ออกจากเว็บไซต์ หรือปรับข้อความจากการประกาศสนับสนุนทรัมป์อย่างชัดเจนไปเป็นการเน้นประเด็นที่ใกล้ตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น ลดค่าครองชีพ หรือ ยึดมั่นในการรับใช้ประชาชน

กล่าวได้ว่า ในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ พรรครีพับลิกันกำลังเผชิญโจทย์สำคัญว่าจะให้ทรัมป์ช่วยปลุกฐานเสียงได้อย่างไร โดยไม่กลายเป็นตัวฉุดคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้ง

เดโมแครต โหนกระแสไม่พอใจทรัมป์ หวังพลิกสถานการณ์

ความไม่พอใจต่อตัวทรัมป์และนโยบายของเขากำลังเป็นปัจจัยบวกสำหรับพรรคเดโมแครต โดยเฉพาะในประเด็นที่กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน เช่น ค่าครองชีพ เศรษฐกิจ สุขภาพ และนโยบายการค้า นอกจากนี้ เดโมแครตยังชูบทบาทการทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลทรัมป์ หากพรรคสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้

นอกจากการแข่งขันเพื่อชิงที่นั่งในสภาคองเกรสแล้ว เดโมแครตยังทุ่มทรัพยากรให้กับการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ โดยเฉพาะในรัฐที่รีพับลิกันครองอยู่ เช่น จอร์เจีย โอไฮโอ ไอโอวา และเนวาดา โดยการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ระยะยาวของทั้งสองพรรค เนื่องจากรัฐบาลระดับรัฐมีอำนาจกำหนดนโยบาย กฎหมาย และโครงสร้างการเลือกตั้งในหลายด้าน ซึ่งอาจส่งผลต่อสมรภูมิการเมืองในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เดโมแครตยังเผชิญความท้าทายภายในพรรค โดยเฉพาะความแตกแยกทางอุดมการณ์ระหว่างฝ่ายสายกลางกับฝ่ายซ้าย หลังผู้สมัครกลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตยสามารถเอาชนะผู้สมัครสายกลางในการแข่งขันภายในพรรคหลายครั้ง ส่งผลให้เกิดคำถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำ แนวทางการสื่อสารทางการเมือง และความเป็นเอกภาพของพรรค ขณะเดียวกัน ชัยชนะของกลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตยยังเปิดช่องให้พรรครีพับลิกันนำประเด็นดังกล่าวมาเชื่อมโยงเดโมแครตกับฝ่ายซ้ายจัดเพื่อโจมตีทางการเมือง

ดังนั้น ในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ เดโมแครตต้องรักษาสมดุลระหว่างการใช้กระแสความไม่พอใจทรัมป์เป็นแรงส่ง กับการไม่ปล่อยให้ภาพลักษณ์ของพรรคถูกผูกติดกับฝ่ายซ้ายจนทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายกลางลังเล

ผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องสะท้อนความนิยมต่อพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวกำหนดระดับความคล่องตัวของทรัมป์ในการบริหารประเทศ ตลอดจนความสามารถในการผลักดันวาระทางการเมืองในช่วงสองปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

โดย ปรียพรรณ มีสุข/กัลยาณี ชีวะพานิช


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ