กกต.ส่งศาลฟันฮั้ว สว.77 ราย ไร้ สส.-กก.บห.พรรค แจงไร้เส้นเงินโยงนักการเมืองใหญ่-พยานไม่น่าเชื่อถือ

ข่าวการเมือง Monday September 14, 2026 16:34 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงผลการพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา จำนวน 77 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) (ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง (อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว. (ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) (2)) จำนวน 36 คน

(4) กรรมการบริหารพรรค / สส. /ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน คน

(5) บุคคลอื่น จำนวน 15 คน

สำหรับผู้ร้องมีจำนวน 67 คน ผู้ถูกร้อง จำนวน 427 คน โดยมีสำนวนมีเอกสาร จำนวน 75,722 หน้า

กกต. ชี้ส่งฟ้องศาลฎีกา 77 คน ถือว่ายังไม่ใช่ผู้กระทำผิด แต่กกต.เชื่อว่าฝ่าฝืน จึงส่งศาลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งและว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ร่วมกันแถลงข่าว ผลการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

โดยว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า ในคดีฮั้วเลือก สว.มีผู้ถูกกล่าวหารวม 427 คน ตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จุดเริ่มต้นในกรณีที่มีความปรากฏ หรือ มีคำร้องเกิดขึ้นก็จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนขึ้นมาคือชุดที่ 26 จากนั้นก็เข้าสู่ความเห็นของเลขาธิการ ซึ่งในสำนวนนี้เป็นรองเลขาธิการปฏิบัติหน้าที่แทน จากนั้นก็เข้าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย คือ กกต.ชุดใหญ่

ทั้งนี้ ความเห็นของแต่ละชั้นการพิจารณาสำนวนสามารถแตกต่างกันได้ เนื่องจากแต่ละชั้นมีหน้าที่ในการตรวจสอบการประเมิน การกลั่นกรองพยานหลักฐาน ข้อกฎหมายตามอำนาจหน้าที่ ความเห็นแต่ละชั้น ความเห็นตามคณะอนุกรรมการชั้นใดชั้นหนึ่ง เป็นเพียงข้อมูลประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งเท่านั้น

ส่วนที่ตั้งข้อสงสัยกันว่าทำไมต้องตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 เพราะในสำนวนนี้มีผู้ถูกร้องจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องตั้งคณะอนุกรรมการชุดพิเศษขึ้นมา โดยชุดที่ 36 มีจำนวน 7 คน ซึ่งมีรายละเอียดมีความซับซ้อนของข้อมูล

*แจงปัญหาโพยศาลปกครองเปิดช่องให้นำเอกสารอื่นเข้าได้ ไม่ถือเป็นความผิด

ส่วนกรณีโพยเลือก สว.ที่มีการนำเข้าไปก่อนการเลือก สว. กกต.ได้ออกระเบียบว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว.โดยในข้อ 7 วรรค 2 กำหนดว่าเอกสารแนะนำตัวจะแจกจ่ายหรือนำเข้าไปในสถานที่เลือกไม่ได้ แต่ต่อมาศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนข้อดังกล่าว เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นความผิดทำให้ผู้สมัครสามารถนำเอกสารใดๆ เข้าในสถานที่เลือกตั้งได้

ส่วนที่มีภาพปรากฎว่าการเก็บโพย หรือเอกสาร ขณะเลือกระดับประเทศ โพยอาจจะมี 2 ประเภท คือ มีการจดไว้เพื่อกันลืม และโพยที่ 2 คือ เป็นโพยที่เกี่ยวโยงเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง กรณีแบบนี้ กกต.จะมีการตรวจสอบ และหากมีการพบเหตุความผูกพันเกี่ยวข้องก็จะมีการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในโพยทุกราย

ด้านนายณรงค์ กล่าวต่อว่า ในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่ส่งฟ้องศาลทั้ง 77 คนนั้น บุคคลเหล่านี้ถือว่ายังไม่ได้กระทำความผิด เพียงแต่เรามีหลักฐานตามที่ไต่สวนมา เชื่อว่าฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งก็ต้องนำหลักฐานไปชี้แจงกันต่อในชั้นศาลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ต่อไป

สำหรับกรณีพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาที่ส่งฟ้องศาล 77 คนนี้เป็นอย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า เราจะพิจารณาโดยดูตามรายบุคคล ตามข้อความเป็นรายกรณี ส่วนเรื่องพฤติการณ์ตนขอยกตัวอย่าง ที่จังหวัดหนองบัวลำภู ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ซึ่งดำรงตำแหน่ง สว. ในปัจจุบันนี้มีพฤติกรรมในการจูงใจ ให้ทรัพย์สินเงินทองกับผู้มีสิทธิ์เลือก สว. เพื่อลงคะแนนให้กับตัวเอง การไต่สวนพบความเชื่อมโยงพบเส้นเงิน ต่างๆ

นายณรงค์ ยืนยัน กกต.พิจารณาเป็นรายสำนวน โดยดูจากคำร้อง คำคัดค้าน การแก้ข้อกล่าวหาและคำชี้แจง รวมถึงพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวน ทั้งพยานบุคคล เส้นเงิน โทรศัพท์ เป็นต้น เราฟังได้ว่าบุคคลคนนี้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา จึงมีการส่งฟ้องศาลและดำเนินคดีอาญาต่อไป

ทั้งนี้ ในกลุ่มจังหวัดที่มีความผิด ก็จะพิจารณาลักษณะนี้เช่นเดียวกัน หรือการกระทำความผิดแบบรายบุคคลเราก็จะส่งศาลฎีกาเหมือนกัน ซึ่งมีการไต่สวนและใช้ดุลพินิจในลักษณะนี้เหมือนกันว่า พฤติการณ์แบบนี้เราเชื่อว่ามีการทุจริตในการเลือก สว.

กกต.แจงเหตุยกข้อกล่าวหา 1-2 ชี้พยานรหัส 16/26 ไม่น่าเชื่อถือ

นายณรงค์ ชี้แจงเหตุผลในการพิจารณาสำนวนคดีทุจริตเลือก สว. โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ยืนยันว่า พยานรหัส 16/26 ไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ และไม่สามารถรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 โดยจากการพิจารณาพยานหลักฐาน เห็นว่าพยานบางปากมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะพยานที่กลับคำให้การ ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่พยานลักษณะดังกล่าวถูกศาลลงโทษมาแล้ว

พร้อมระบุว่า ตนเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน จึงให้ความสำคัญกับการชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยาน ทั้งในประเด็นภูมิหลังทางการเมือง ความสอดคล้องของคำให้การ และระยะเวลาที่พยานเข้าให้การหลังเกิดเหตุ

สำหรับพยานรหัส 16/26 นายณรงค์ระบุว่า หากตรวจสอบประวัติจะพบว่า เคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 11 ปีในคดีเกี่ยวกับการอายัดย่อยสหกรณ์ออมทรัพย์ครู มูลค่าเกือบ 500 ล้านบาท และปัจจุบันถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจากคดีจริยธรรม จึงต้องนำประวัติและความน่าเชื่อถือมาประกอบการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน

*ประธานกกต. ยันไม่พบเส้นเงินโยงกลุ่มนักการเมือง แม้จะพบที่รร.พลูแมน แต่ระบุไม่ได้ว่า คุยอะไรกัน

นายณรงค์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่า ไม่สามารถรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 เนื่องจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาไม่พบความผิดปกติ ขณะที่ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ แม้จะพบว่ามีการโทรศัพท์หากันบ้าง แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการพูดคุยกันในเรื่องใด

การตรวจสอบเส้นเงินของกลุ่มที่ถูกกล่าวหาทุกคนไม่พบความผิดปกติ โทรศัพท์อาจมีโทรหากัน แต่ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่า เขาคุยกันเรื่องอะไรนายณรงค์ กล่าว

ส่วนกรณีการพบปะที่โรงแรมพูลแมนหลังการเลือก สว. มีพยานกล่าวถึงการพบกับ นายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่ไม่มีรายละเอียดหรือพยานหลักฐานชัดเจนว่า บุคคลทั้งสองเดินทางไปพบกันเพื่อดำเนินการใด จึงสามารถเป็นไปได้หลายทาง แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ว่ามีการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1

การไปประชุมที่พลูแมนหลังจากเลือกสว.แล้ว มีพยานกล่าวถึงว่าพบนายเนวิน นายอนุทิน แต่ไม่มีรายละเอียดว่า ท่านทำอะไรกัน ซึ่งเป็นไปได้ทุกทาง ถึงพบก็ไม่ได้มีหลักฐานที่ชี้ว่า เขาได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 เลยนายณรงค์ กล่าว

ทั้งนี้ นายณรงค์ ย้ำว่า หลักสำคัญในการพิจารณาของตนคือ ต้องยึดพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก และใช้หลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตามกฎหมาย พร้อมระบุว่า ไม่สามารถตอบแทนกรรมการการเลือกตั้งคนอื่นได้ แต่เชื่อว่า กกต.ทุกคนจะใช้ดุลพินิจและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาพยานหลักฐานอย่างเหมาะสม

นายณรงค์ กล่าวว่า สำหรับข้อกล่าวหาที่ 1 เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่ายังรับฟังไม่ได้ จึงมีผลต่อเนื่องไปยังข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการได้รับความช่วยเหลือในการเลือก สว. โดยยังไม่สามารถรับฟังได้ว่าบุคคลที่มีชื่อในสำนวนได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม บุคคลกลุ่มนี้ยังอาจถูกพิจารณาใน ข้อกล่าวหาอื่น ที่มีพยานหลักฐานแตกต่างกัน เช่น การจูงใจให้เลือกตนเอง หรือการจัดทำโพยและการดำเนินการในลักษณะอื่น จึงเป็นเหตุให้ สว.กลุ่มหนึ่งจำนวน 26 คน ถูก กกต.มีมติส่งคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาเรื่องการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และบางรายอาจมีประเด็นดำเนินคดีอาญาตามข้อกล่าวหาอื่นต่อไป

ณรงค์ ยัน กกต.ทำตามกฎหมาย เตรียมเปิดเผยรายชื่อ 77 ผู้ถูกร้องเข้าสู่กระบวนการศาล

นายณรงค์ กล่าวอีกว่า กรณีที่หลังจากนี้อาจจะมีผู้ยื่นร้องเอาผิดต่อ กกต.นั้น เราคิดว่าเราทำตามกรอบของกฎหมาย ที่มานั่งตรงนี้กล้าสู้หน้าทุกคน เพราะเอาความจริงมาพูด ไม่ได้ปิดบัง ถ้าจะฟ้องเราคงห้ามเขาไม่ได้ แต่ไม่ได้ท้าทาย ท่านฟ้องเราก็คงชี้แจง ให้ศาลทราบ กกต. ทุกคนคงคิดว่าไม่มีเกาะป้องกันเลย แต่เกาะป้องกันก็คือการปฏิบัติตามกฏหมาย ตนเคยทำงานอยู่ศาล เกาะป้องกันของศาลก็คือการละเมิดอำนาจศาล

ถ้าท่านวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่มันไม่ถูกต้องมาอยู่ตรงนี้ไม่มีอะไรป้องกัน ผมคุยกับ กกต.หลายท่าน ว่าเกาะป้องกันของพวกเรา คือการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ อธิบายต่อสังคมให้ ที่ชี้ไปมันมีคำอธิบายหรือไม่ ผมคิดว่ามีความชัดเจน จึงอยากให้ใช้วิจารณญาณ ว่ากกตไม่เคยที่จะทำอะไรที่นอกลู่นอกทาง

นายณรงค์ ยืนยันว่า กกต.ไม่เคยคิดที่จะทำสิ่งใดนอกลู่นอกทาง หรือหลีกเลี่ยงกฎหมาย จึงขอให้ทุกคนใช้วิจารณญาณในการติดตามการทำงานของกกต.ด้วย

ทั้งนี้ นายณรงค์ ระบุว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งจนถึงวันนี้เป็นเวลา 1 ปี 14 วัน ได้พยายามพัฒนาองค์กร ขณะที่กรรมการการเลือกตั้งหลายคนที่เข้ามาใหม่ รวมถึงนายณรงค์ รักร้อย ต่างทุ่มเททำงาน พยายามเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา

ส่วนกรณีผู้ถูกร้อง 77 คนที่ กกต.มีมติส่งคำร้องต่อศาลฎีกา นายณรงค์ ระบุว่า จะมีการเปิดเผยรายชื่อ เพื่อให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาได้รับทราบผล และเตรียมข้อมูลเข้าสู่กระบวนการของศาล รวมถึงจัดทำคำชี้แจงและต่อสู้คดีตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ นายณรงค์ ย้ำว่า การที่ กกต.มีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ยังไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกร้องทั้ง 77 คนกระทำความผิด แต่เป็นการส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่อไป

ส่วนจะส่งให้การเลือกตั้งสว.ที่ผ่านมา เป็นโมฆะหรือไม่ นายณรงค์ มองว่า คงต้องดูเป็นรายๆไป คนที่ถูกฟ้องศาล ถูกตัดสิทธิ์คงต้องไปต่อสู้คดีกัน

จะโมฆะหรือไม่ตอบแทนไม่ได้ ผมตอบแทนไม่ได้จริงๆ ผมไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญนายณรงค์ กล่าว

โดย ฐานิสร์ ทองนอก

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ