เกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่ต่อการเดินทางทางอากาศทั่วสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (21 ก.ย.) หลังเที่ยวบินหลายพันเที่ยวต้องล่าช้าหรือถูกยกเลิก โดยเฉพาะท่าอากาศยานหลักแถบชายฝั่งตะวันออก สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ต้องออกคำสั่งระงับเที่ยวบินภาคพื้น ห้ามเที่ยวบินขาเข้าบินขึ้นจากต้นทางนานหลายชั่วโมง หลังระบบโทรคมนาคมของศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศเกิดขัดข้อง ก่อนจะกู้ระบบกลับคืนมาได้ในช่วงเย็น
ปัญหาดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น จากเหตุคนงานขุดเจาะตัดสายเคเบิลโทรคมนาคมในรัฐนิวเจอร์ซีย์ที่ FAA ใช้งานโดยบังเอิญ ส่งผลให้ต้องสั่งระงับเที่ยวบินที่จะมุ่งหน้ามายังท่าอากาศยานหลัก 3 แห่งในแถบนครนิวยอร์ก ตลอดจนท่าอากาศยานฟิลาเดลเฟีย ท่าอากาศยานบอสตัน รวมถึงท่าอากาศยานขนาดเล็กอีก 2 แห่ง ทำให้ระบบการบินในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหยุดชะงักยาวนานถึง 8 ชั่วโมง
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ เนื่องจากตรงกับวันที่ผู้แทนระดับสูงจากทั่วโลกกำลังเดินทางมายังนครนิวยอร์ก ทั้งระดับประมุขและผู้นำรัฐบาลราว 130 ประเทศ รวมถึงระดับรัฐมนตรีจากอีกหลายสิบประเทศ เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับสูงประจำปีของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA)
ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน ไฟลท์อะแวร์ (FlightAware) ระบุว่า มีเที่ยวบินได้รับผลกระทบจากความล่าช้าหรือถูกยกเลิกกว่า 7,000 เที่ยวทั่วประเทศ ในจำนวนนี้เป็นเที่ยวบินในแถบนครนิวยอร์กกว่า 1,400 เที่ยว โดยเฉพาะท่าอากาศยานนวร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินของสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส (United Airlines) มีเที่ยวบินถูกยกเลิกไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีเที่ยวบินอีกกว่า 100 เที่ยวที่ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงยังสนามบินสำรอง
ฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ ระบุผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ในช่วงเย็นว่า สายสื่อสารได้รับการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว และระบบการบินเริ่มทยอยกลับมาให้บริการ แต่ยังคงต้องใช้เวลาในการระบายเที่ยวบินที่ตกค้าง พร้อมเตือนให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะเที่ยวบินอย่างใกล้ชิด
ด้าน ไบรอัน เบดฟอร์ด ผู้ว่าการ FAA ออกแถลงการณ์ขออภัยต่อความล่าช้าและการยกเลิกเที่ยวบิน โดยยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายอย่างยิ่ง แต่จำเป็นต้องยึดความปลอดภัยทางการบินเป็นอันดับแรก
เบดฟอร์ดชี้แจงว่า สาเหตุเริ่มจากวงจรสื่อสารหลักของศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศเขตประชิดสนามบินฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia TRACON) เกิดขัดข้อง แต่เมื่อระบบพยายามสลับสัญญาณไปยังสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (ไฟเบอร์ออปติก) สำรอง กลับพบว่าสายสำรองเส้นดังกล่าวถูกคนงานก่อสร้างตัดขาดไปก่อนหน้านี้ ทำให้ระบบไม่สามารถทำงานทดแทนกันได้ในทันที
ปัญหาครั้งนี้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเปราะบางของระบบควบคุมการจราจรทางอากาศของสหรัฐฯ ที่ล้าสมัย แม้เมื่อปีที่ผ่านมาสภาคองเกรสจะเพิ่งอนุมัติงบประมาณ 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยกระดับระบบและเพิ่มบุคลากรควบคุมการบินแล้วก็ตาม
ดัฟฟี รมว.คมนาคม ย้ำว่า สภาคองเกรสจำเป็นต้องอนุมัติงบเพิ่มเติมอีก 17,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปรับปรุงระบบให้สมบูรณ์ พร้อมระบุว่า ความล้มเหลวของระบบในลักษณะนี้ เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้สำหรับสหรัฐอเมริกา
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/รัตนา พงศ์ทวิช