นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเปิดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ (ICCOS) ณ กรุงพนมเปญ ในวันนี้ (23 ก.ย.) ยืนยันหนักแน่นกัมพูชาจะไม่มีวันเป็น ที่พักพิง ของขบวนการต้มตุ๋นไซเบอร์ข้ามชาติ พร้อมจัดแสดงผลงานการทลายฐานปฏิบัติการขนาดใหญ่ ขณะที่สหประชาชาติ (UN) เตือนภารกิจยังไม่จบและต้องยกระดับความร่วมมือข้ามแดน ด้านฝ่ายค้านยังตั้งข้อกังขา ชี้การกวาดล้างที่ผ่านมายังแตะไม่ถึงกลุ่มทุนและผู้มีอิทธิพลระดับสูง
ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้กล่าวเปิดการประชุม ICCOS โดยมีคณะผู้แทนระดับสูงและตัวแทนทางการทูตจากกว่า 10 ประเทศเข้าร่วม รวมถึงมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลพนมเปญที่จะกอบกู้ภาพลักษณ์และแสดงความจริงจังในการปราบปรามอุตสาหกรรมอาชญากรรมไซเบอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
กัมพูชาจะไม่มีวันเป็นที่พักพิงสำหรับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ กัมพูชาจะไม่ยินยอมให้อาชญากรเหล่านี้เข้ามาบ่อนทำลายการพัฒนาประเทศ ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกัมพูชากว่า 17 ล้านคน ฮุน มาเนต ระบุในถ้อยแถลงเปิดงาน
พร้อมกันนี้ ฮุน มาเนต ประกาศสนับสนุนการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองด้านอาชญากรรมแบบเรียลไทม์
ด้าน เดลฟีน ชองต์ซ ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ชี้ว่า การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงท่าทีของกัมพูชาที่ เปิดกว้างต่อการร่วมมือมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ตัวแทนจาก UNODC ย้ำเตือนว่า เป็นที่ชัดเจนว่าทุกฝ่ายยังสามารถและจำเป็นต้องทำมากกว่านี้ ทั้งในระดับนโยบายภายในประเทศและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ร่วมกันทำความเข้าใจแนวโน้มอาชญากรรมสำคัญ จัดทำกรอบการกำกับดูแลทางกฎหมายที่สอดคล้องตรงกัน และเร่งลงทุนในการจัดเก็บและรวบรวมพยานหลักฐานทางดิจิทัล
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กัมพูชาและหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมอาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติ ซึ่งส่วนใหญ่บงการโดยกลุ่มอาชญากรจีนที่มีการตั้ง นิคมปิดล้อม กักขังเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์เพื่อบังคับให้ทำงานหลอกลวงทางออนไลน์ ทั้งการหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน ตลอดจนการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
ก่อนเริ่มการประชุม เมื่อวันจันทร์และวันอังคารที่ผ่านมา (21-22 ก.ย.) ทางการกัมพูชาได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจดูนิคมสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ที่ถูกสั่งปิด ซึ่งบางแห่งเคยรองรับแรงงานมิจฉาชีพสูงถึง 20,000 คน พร้อมจัดแสดงของกลางที่ตรวจยึดได้ เช่น ตราประจำตัวตำรวจจีน และตราเจ้าหน้าที่สอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ปลอม ซึ่งขบวนการเหล่านี้นำมาใช้แต่งเครื่องแบบจัดฉากวิดีโอคอลเพื่อข่มขู่ต้มตุ๋นผู้เสียหาย
ทั้งนี้ กัมพูชาเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งประเมินว่าเฉพาะในปี 2567 ประชาชนชาวอเมริกันต้องสูญเสียเงินให้กับเครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคนี้ไปมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ทางการกัมพูชาอ้างว่าได้บุกทลายศูนย์ปฏิบัติการไปแล้วหลายร้อยแห่ง และส่งตัวชาวต่างชาติกลับประเทศนับแสนคนตลอดช่วงปีที่ผ่านมา
แม้รัฐบาลกัมพูชาระบุว่าได้กวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์ระดับอุตสาหกรรมไปแล้ว แต่นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงและฝ่ายค้านยังคงตั้งคำถามต่อความยั่งยืน เนื่องจากเป้าหมายที่ถูกบุกค้นมักเป็นเพียงระดับปฏิบัติการ โดยยังไม่แตะต้องกลุ่มทุนและบุคคลระดับสูงที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้คุ้มกันอยู่เบื้องหลัง ขณะที่กลุ่มอาชญากรเริ่มปรับตัวด้วยการกระจายตัวเป็นกลุ่มย่อยและย้ายฐานปฏิบัติการข้ามแดน
มู ซกฮัว ประธานขบวนการเขมรเพื่อประชาธิปไตย (KMD) นักการเมืองฝ่ายค้านที่ลี้ภัยในต่างประเทศ ระบุผ่านแถลงการณ์ว่า ความน่าเชื่อถือของปฏิบัติการกวาดล้างครั้งนี้ จะขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลกัมพูชามีความตั้งใจจริงที่จะสอบสวนข้อกล่าวหาที่มีมูลทั้งหมดหรือไม่ โดยไม่เลือกปฏิบัติว่าบุคคลผู้นั้นจะร่ำรวย มีอิทธิพล หรือครองตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงเพียงใด
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กัลยาณี ชีวะพานิช