หอการค้าไทย หนุนรัฐเร่งเจรจา 3 ดีลการค้าใหญ่ สหรัฐฯ-EU-UAE เปิดตลาดส่งออก ดัน GDP โตกว่า 2% ใน 3 ปี

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday September 23, 2026 16:22 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

หอการค้าไทย หนุนรัฐบาลเร่งปิดดีล 3 กรอบการค้าใหญ่ สหรัฐฯ-EU-UAE เปิดประตูการค้า การลงทุน FDI และเทคโนโลยีขั้นสูง คาดช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ดัน GDP ไทยโตเพิ่มกว่า 2% ภายใน 3 ปี

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยสนับสนุนรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ในการเร่งรัดการเจรจาการค้ากับ 3 ตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งขณะนี้ทั้ง 3 กรอบกำลังอยู่ในจังหวะสำคัญของการเจรจา ได้แก่

1. ความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (ART):

สำหรับสหรัฐอเมริกา หอการค้าไทยสนับสนุนภารกิจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในช่วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81

โดยการเดินทางครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย พร้อมผลักดันการเจรจา ART ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว เพื่อรักษาอัตราภาษีให้อยู่ในระดับที่สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ ไม่เสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาค และสร้างความชัดเจนให้แก่ผู้ส่งออกและนักลงทุน โดยเฉพาะเรื่องอัตราภาษี กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้า และรายการสินค้าที่ควรได้รับการยกเว้นและดูแลเป็นพิเศษ มีสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป อาหารทะเลแปรรูป และ อาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม

ขณะเดียวกัน การเดินทางไปสหรัฐฯ ควรใช้เป็นโอกาสเชิญชวนบริษัทชั้นนำเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI พลังงานสะอาด การแพทย์และสุขภาพ รวมทั้งอาหารทะเลแปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมี่ยม ตลอดจนนวัตกรรมอาหาร โดยเชื่อมโยงการลงทุนกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการใช้ผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน

2. ความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU):

สำหรับ FTA ไทยEU ซึ่งกำลังเข้าสู่การเจรจารอบที่ 10 ณ จังหวัดภูเก็ต หอการค้าไทยสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายเร่งหาข้อสรุปในประเด็นที่เหลือ เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมายโดยเร็ว เนื่องจากสหภาพยุโรปเป็นตลาดกำลังซื้อสูง เป็นแหล่งเงินลงทุนและเทคโนโลยีที่สำคัญ และมีกฎเกณฑ์ซึ่งเป็นมาตรฐานของการค้าโลก

FTA ไทยEU จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ไม่เพียงช่วยขยายการส่งออก แต่ยังเพิ่มความน่าสนใจของไทยในฐานะฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังยุโรป ผลการศึกษาประเมินว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ไทยประมาณ 1.28% และเพิ่มการส่งออกประมาณ 2.8% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 350,000 ล้านบาท จึงควรเร่งเจรจาให้เกิดผลโดยเร็ว โดยต้องดูแลสินค้าอ่อนไหวและเตรียมผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับมาตรฐานใหม่ของยุโรปควบคู่กัน นายพจน์ กล่าว

3. ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (CEPA ไทย-UAE) :

ส่วน CEPA ไทย-UAE ที่ทั้งสองฝ่ายเตรียมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง หลังมีความคืบหน้าแล้วกว่า 80% ถือเป็นอีกโอกาสสำคัญในการเปิดประตูสินค้าและบริการไทยเข้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอาหาร อาหารฮาลาล สินค้าเกษตร ยางพารา สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงบริการด้านการขนส่ง การเงิน และธุรกิจ

UAE ยังมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ และการกระจายสินค้าของภูมิภาค การเร่งสรุป CEPA จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตลาด UAE แต่เป็นการสร้างประตูให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อไปยังตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ ตลอดจนดึงดูดเงินทุนจาก UAE เข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน อาหาร โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย

นายพจน์ กล่าวว่า นอกเหนือจาก 3 กรอบหลัก หอการค้าไทยยังสนับสนุนให้เร่งสรุป CEPA ไทย-เกาหลีใต้ และ FTA อาเซียน-แคนาดา ควบคู่กัน เพื่อกระจายตลาด ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเพิ่มโอกาสให้สินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรมของไทยเข้าถึงตลาดกำลังซื้อสูงได้มากขึ้น

FTA ในวันนี้ไม่ได้มีความหมายเพียงการลดภาษี แต่เป็นเครื่องมือยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งการเปิดตลาดใหม่ การดึงดูด FDI การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก หากกรอบการค้าเหล่านี้บรรลุผล และมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม เชื่อว่าจะมีศักยภาพช่วยเพิ่มขนาดเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 2% ของ GDP ภายใน 3 ปีนับจากวันที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ นายพจน์ กล่าว

ทั้งนี้ การเปิดตลาดควรดำเนินควบคู่กับการดูแลสินค้าอ่อนไหว การเตรียมความพร้อมให้ SMEs และการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการในประเทศ เพื่อให้ประโยชน์จากการค้าและการลงทุนกระจายไปถึงผู้ประกอบการ เกษตรกร แรงงาน และเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง

ภาคเอกชนพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์อย่างเต็มที่ เพื่อเปลี่ยนความตกลงทางการค้าให้เป็นคำสั่งซื้อ การลงทุน การจ้างงาน และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย พร้อมผลักดันให้ไทยกลับมาเป็นฐานการผลิต การค้า และการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค นายพจน์ กล่าว

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ