ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดลบ 161.61 จุด กังวลน้ำมัน-บอนด์ยีลด์พุ่ง เฟดรุกขึ้นดอกเบี้ย

ข่าวต่างประเทศ Friday September 25, 2026 06:28 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบติดต่อกันเป็นวันที่สามในวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องและทำให้ตลาดวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้บั่นทอนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 51,349.98 จุด ลดลง 161.61 จุด หรือ -0.31%
  • ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,704.13 จุด ลดลง 1.90 จุด หรือ -0.02%
  • ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,939.37 จุด เพิ่มขึ้น 3.34 จุด หรือ +0.01%

ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 2.7% ปิดที่ 94.61 ดอลลาร์/บาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] พุ่งขึ้น 3.4% ปิดที่ 106.60 ดอลลาร์/บาร์เรลในวันพฤหัสบดี ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานชะงักงันในตะวันออกกลาง หลังจากมีรายงานว่ากลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของกลุ่มโอเปก

นักวิเคราะห์จาก U.S. Bank Wealth Management ให้ความเห็นว่า ภาวะการซื้อขายในขณะนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยราคาน้ำมัน และภาวะเงินเฟ้อที่จะมีผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจัยนี้กำลังส่งผลกระทบไปทั่วทั้งตลาดทุน

นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรส่งผลให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ซึ่งโดยทั่วไปมักตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.440% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2547 ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงหลักสำหรับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.133% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2550

หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคร่วงลง 1.02% ตามด้วยหุ้นกลุ่มวัสดุลดลง 1.01% ส่วนหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.92% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวขึ้น 0.65%

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปรับตัวผสมผสาน โดยหุ้น Microsoft ลดลง 0.5% และหุ้น Broadcom ร่วงลง 1.3% ขณะที่หุ้น Advanced Micro Devices (AMD) พุ่งขึ้น 2.4%

หุ้น Meta Platforms พุ่งขึ้น 4.5% หลังจากบริษัทเปิดตัว Muse Charm อุปกรณ์พกพาสำหรับใช้พูดคุยสั่งงาน AI ได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดมือถือ

หุ้น Oracle ร่วงลง 3.5% หลังมีรายงานว่าบริษัทได้ส่งหนังสือแจ้งเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ในรัฐนิวเม็กซิโก ขณะที่หุ้น Blue Owl ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ดังกล่าว ร่วงลงเช่นกัน

ส่วนหุ้น MGM Resorts ซึ่งเป็นธุรกิจกาสิโน ร่วงลง 11% หลังจากบริษัท People Inc ของแบร์รี ดิลเลอร์ นักธุรกิจสื่อรายใหญ่ ประกาศถอนข้อเสนอซื้อกิจการ MGM Resorts

บรรยากาศการซื้อขายยังถูกกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก หลังจากที่เพิ่งปรับขึ้น 0.25% ในการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว ภายหลังจากเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายได้ออกมาส่งสัญญาณสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย โดยแอนนา พอลสัน ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย กล่าวว่า เฟดอาจจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ขณะที่แนวโน้มเงินเฟ้อยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล

ด้านไมเคิล บาร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด กล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่จอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก กล่าวว่า เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่เฟดจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกก่อนสิ้นปีนี้

ล่าสุดนักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้ โดยเครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 69% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนต.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 55.4% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 50.3% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเดือนธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 41.7% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นักลงทุนยังคงติดตามการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งจัดขึ้นที่ทำเนียบขาว โดยคาดว่าผู้นำทั้งสองจะมุ่งเน้นการพูดคุยเชิงสัญลักษณ์ และอาจมีสาระสำคัญค่อนข้างน้อยในประเด็นเรื่อง AI, การค้า, ไต้หวัน และสงครามในตะวันออกกลาง

โดย รัตนา พงศ์ทวิช


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ