นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย สส. ของพรรค เดินทางมายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีการทุจริตการเลือก สว. โดยคำร้องครอบคลุมทั้งมติของ กกต. และพฤติการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ก่อนการลงมติ ซึ่งพรรคเห็นว่าอาจมีส่วนเอื้อต่อการทุจริต และมีพฤติการณ์ที่เชื่อมโยงกันเป็นขบวนการ
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เอกสารคำร้องที่นำมายื่นต่อ ป.ป.ช. ในวันนี้ เป็นเอกสารที่แสดงให้เห็นถึงข้อกล่าวหาว่าการทุจริตเลือก สว. มีการดำเนินการเป็นขบวนการ โดยการยื่นคำร้องขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ กกต. ในฐานะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่รับผิดชอบการเลือก สว. ไม่ได้จำกัดเฉพาะประเด็นการลงมติเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงพฤติการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ก่อนการลงมติ รวมถึงการออกระเบียบและหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่อาจเอื้อต่อการทุจริตในการเลือก สว.
โดยพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ สส. จากพรรคประชาชน รวมถึงภาคประชาชนได้เปิดเผยผ่านเวที และการเสวนาต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ รวมถึงข้อมูลจากพยานบุคคลที่ออกมาให้ความเห็น ตลอดจนข้อมูลที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นถึงการดำเนินการที่เป็นขบวนการ และมีความเกี่ยวข้องกับนักการเมือง พรรคประชาชนได้รวบรวมอยู่ในคำร้องที่นำมายื่นต่อ ป.ป.ช. ในวันนี้ทั้งหมด
สำหรับช่องทางในการดำเนินการเอาผิด กกต. ผ่าน ป.ป.ช. นั้น เป็นช่องทางที่พรรคประชาชน ในฐานะพรรคการเมือง สามารถใช้สิทธิตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม ในประเด็นว่าจะมุ่งเป้าไปที่กรณีใดเป็นพิเศษหรือไม่นั้น เชื่อว่าสิ่งสำคัญคือไม่สามารถพิจารณาเฉพาะเจาะจงเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งได้ เนื่องจากพฤติการณ์ทั้งหมด มีความเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการ โดย ป.ป.ช. มีหน้าที่ในการตั้งคณะกรรมการเพื่อไต่สวนในเรื่องดังกล่าวต่อไป
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ร้องจะต้องมีหลักฐานครบถ้วนเพื่อชี้ขาดว่า กกต. ผิดหรือถูก แต่เป็นการรวบรวมพยานหลักฐาน และพฤติการณ์ที่ปรากฏต่อสาธารณะ เพื่อให้ ป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
สิ่งที่พรรคประชาชนเรียกร้อง คือ ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรอิสระ อย่างน้อยควรรับเรื่อง และตั้งคณะไต่สวนขึ้นมาดำเนินการ ส่วนผลการไต่สวนจะออกมาเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการดำเนินงานของ ป.ป.ช. โดยไม่สามารถประเมินล่วงหน้าได้ว่าช่องทางดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้มากหรือน้อย หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว
พร้อมเห็นว่า อีกช่องทางที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือช่องทางของผู้เสียหายโดยตรง เช่น สว. สำรอง หรือผู้สมัคร สว. ซึ่งสามารถยื่นร้องต่อศาลได้โดยตรงในฐานะผู้เสียหาย และอาจเป็นอีกช่องทางในการทวงคืนความยุติธรรม รวมถึงทำให้ระบบการเลือก สว. มีความโปร่งใสมากขึ้น
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ หากมีการตั้งคณะไต่สวน และ ป.ป.ช. มีความเห็นให้ดำเนินคดี ก็จะส่งเรื่องต่อไปยังอัยการ และอัยการจึงส่งต่อไปยังศาล โดยยอมรับว่าช่องทางผ่าน ป.ป.ช. อาจต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร
ในฐานะพรรคการเมือง ที่อาจไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง พรรคประชาชน พร้อมใช้ช่องทางทางกฎหมายที่มี เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ส่วนกรณีผู้เสียหายโดยตรงที่ต้องการยื่นร้องต่อศาล พรรคฯ พร้อมให้คำปรึกษา และสนับสนุนด้านข้อมูลหรือหลักฐาน แต่จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีโดยตรง เพื่อไม่ให้เกิดข้อกังวลต่อรูปคดี หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว
* เปรียบมติ กกต. เหมือนจงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว
ด้านพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า สาระสำคัญของข้อกล่าวหาที่พรรคประชาชนยื่นในวันนี้ จำแนกออกเป็น 2 ส่วน กล่าวคือ
ส่วนแรก เป็นการตั้งคำถามต่อมติของ กกต. ซึ่งพรรคเห็นว่าเป็นมติที่ จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว
ช้างตัวที่ 1 คือ การมองไม่เห็นความเป็นขบวนการในการทุจริตการเลือก สว. โดยมีการสั่งฟ้องเพียง 77 คน ทั้งที่ผู้เกี่ยวข้องมีจำนวนมากกว่านั้น
ช้างตัวที่ 2 คือ มติของ กกต. ที่ขัดกับมาตรฐานหรือบรรทัดฐานที่ กกต. เคยดำเนินการในอดีต โดยก่อนหน้านี้ กกต. เคยมีมติสั่งฟ้องกรณีที่มีหลักฐานเพียงข้อความแชตไลน์ระหว่างผู้สมัคร สว. 2 คน จึงเป็นประเด็นที่ทำความเข้าใจได้ยากว่า เหตุใด กกต. จึงไม่สั่งฟ้องอย่างน้อย สว. กว่า 130 คน ซึ่งปรากฏหมายเลขผู้สมัครอยู่ในโพยใบสั่ง และถือเป็นหลักฐานที่สะท้อนการแลกคะแนนอย่างเป็นระบบได้ชัดเจนกว่าหลักฐานแชตไลน์เพียง 2 ข้อความ
ช้างตัวที่ 3 คือ การไม่พิจารณาความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ทั้งที่มีหลักฐานหลายประเภทและหลายรูปแบบที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลจากพรรคการเมือง แต่ กกต. กลับมีมติไม่สั่งฟ้องแกนนำพรรคการเมืองดังกล่าว
ส่วนที่ 2 ของคำร้อง เป็นการชี้ให้เห็นถึงการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ก่อนที่จะมีการลงมติ ซึ่งพรรคเห็นว่ามีข้อบกพร่องหลายประการ ทั้งระเบียบที่เอื้อต่อการทุจริต จากการกำหนดให้หมายเลขผู้สมัครในช่วงเช้า และช่วงบ่าย เป็นหมายเลขเดียวกัน ทำให้การจัดทำโพยใบสั่งทำได้ง่ายขึ้น รวมถึงการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. ที่มีความหละหลวม จนทำให้ผู้สมัครจำนวนมากสามารถผ่านเข้าสู่รอบต่าง ๆ และมีสิทธิลงคะแนน ทั้งที่ท้ายที่สุดพบว่าขาดคุณสมบัติหรือสมัครผิดกลุ่ม
นอกจากนี้ ยังรวมถึงการไม่มีมาตรการป้องกันการทุจริตที่เพียงพอ หลังมีการค้นพบโพยใบสั่งในวันเลือก สว. ระดับประเทศ ตลอดจนกระบวนการตรวจสอบคดีที่ใช้เวลานานถึง 2 ปี และข้อพิรุธเกี่ยวกับการตั้งคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ซึ่งมีข้อเสนอให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ใดเลยแม้แต่คนเดียว โดยประเด็นทั้งหมดนี้ ถูกรวบรวมอยู่ในคำร้องที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ในครั้งนี้
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์