ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันจันทร์ (28 ก.ย.) เนื่องจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเป็นปัจจัยฉุดตลาด นอกจากนี้ นักลงทุนยังวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 51,481.51 จุด ลดลง 347.11 จุด หรือ -0.67%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,683.69 จุด ลดลง 59.72 จุด หรือ -0.77%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,820.38 จุด ลดลง 248.34 จุด หรือ -0.92%
ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อตกลงสันติภาพจากอิหร่าน ก่อนที่ราคาน้ำมันจะลดช่วงบวกในเวลาต่อมา หลังจากสื่อรายงานว่าผู้ไกล่เกลี่ยจากกาตาร์อาจจัดการเจรจาแยกกันกับฝ่ายอิหร่านและฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อหาทางให้ทั้งสองฝายบรรลุข้อตกลงร่วมกัน
การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบและน้ำมันดีเซลได้กระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งขึ้น นอกจากนี้ การที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) พากันส่งสัญญาณสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ยังเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นด้วย
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นทะลุ 5.2% โดยดีดตัวขึ้นแตะระดับ 5.261% ในวันจันทร์ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับ 5.571%
เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและส่งสัญญาณสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยแอนนา พอลสัน ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย กล่าวว่า เฟดอาจจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล
ด้านไมเคิล บาร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด กล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่จอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก กล่าวว่า เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่เฟดจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกก่อนสิ้นปีนี้
ล่าสุด ลิซา คุก สมาชิกคณะผู้ว่าการเฟดกล่าวในวันจันทร์ว่า เธอคาดว่าจะแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะยังคงเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ซึ่งมีสาเหตุมาจากอุปสงค์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แม้ว่าเธอไม่ได้กล่าวถึงขั้นว่าเฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมก็ตาม
เครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนัก 70.3% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 57.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และ 17.7% เมื่อเดือนที่แล้ว
หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารร่วงลง 1.67% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยร่วงลง 1.58% ส่วนหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวขึ้น 0.4% และหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ดีดตัวขึ้น 0.3%
หุ้น Boeing ร่วงลง 6.9% และเป็นหนึ่งในหุ้นที่ฉุดดัชนีดาวโจนส์มากที่สุด หลังจากสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ระบุว่าจะชะลอการรับรองมาตรฐานเครื่องบินรุ่น 737 MAX 10 ของบริษัท Boeing ออกไปจนกว่าปัญหาซอฟต์แวร์ที่เพิ่งถูกเปิดเผยใหม่นี้ จะได้รับการแก้ไข
หุ้น Tesla ร่วงลง 3.9% หลังจากนักวิเคราะห์ของ JPMorgan ได้ปรับลดราคาเป้าหมายของหุ้น Tesla ลงมาอยู่ที่ระดับ 415 ดอลลาร์ จากเดิม 445 ดอลลาร์ โดยระบุถึงตัวเลขการส่งมอบรถยนต์ที่อ่อนแอลงในไตรมาส 3
หุ้น Nvidia ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 1.6% หลังจากบริษัทประกาศซื้อหุ้นคืนมูลค่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการซื้อหุ้นคืนในมูลค่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท
นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) ประจำเดือนส.ค., ตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนรายสัปดาห์จาก ADP, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2569, ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนส.ค., ดัชนีภาคการผลิตประจำเดือนก.ย.จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนก.ย.
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนก.ย.ซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันศุกร์นี้ (2 ต.ค.) จะเพิ่มขึ้น 98,000 ตำแหน่ง หลังจากที่เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานเดือนก.ย.จะทรงตัวที่ระดับ 4.1%
โดย รัตนา พงศ์ทวิช