กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำและอุทกภัยล่าสุด พบปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำบางแห่งเต็มความจุแล้ว โดยเฉพาะเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนขุนด่านปราการชล ขณะที่ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 6,900 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้กรมชลประทาน ต้องปรับแผนทยอยเพิ่มการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ
*สภาพอากาศและสถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลัก
ภาพรวมสภาพอากาศ: มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังอ่อนลง ทำให้ฝนในภาพรวมลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือฝั่งตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวันออก
ปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงสูงสุด: อันดับ 1 ต.เมืองคอง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ (200.8 มม.), อันดับ 2 ต.โกสัมพี อ.โกสัมพีนคร จ.กำแพงเพชร (192.2 มม.) และอันดับ 3 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ (191.0 มม.)
สถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา: มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม 11,136 ล้าน ลบ.ม. (62%) และยังรองรับน้ำได้อีก 6,959 ล้าน ลบ.ม.
1. เขื่อนภูมิพล: มีน้ำในอ่าง 8,642 ล้าน ลบ.ม. (64%) น้ำใช้การได้ 4,842 ล้าน ลบ.ม. (50%) รับน้ำได้อีก 4,820 ล้าน ลบ.ม.
2. เขื่อนสิริกิติ์: มีน้ำในอ่าง 7,625 ล้าน ลบ.ม. (80%) น้ำใช้การได้ 4,775 ล้าน ลบ.ม. (72%) รับน้ำได้อีก 1,885 ล้าน ลบ.ม.
3. เขื่อนแควน้อย: มีน้ำในอ่าง 685 ล้าน ลบ.ม. (73%) น้ำใช้การได้ 642 ล้าน ลบ.ม. (72%) รับน้ำได้อีก 254 ล้าน ลบ.ม.
4. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์: ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 891 ล้าน ลบ.ม. (102% ของความจุอ่าง) น้ำใช้การได้ 877 ล้าน ลบ.ม. (102%) ซึ่งเต็มความจุกักเก็บแล้ว
*สถานการณ์เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก (29 ก.ย. 69)
ระดับน้ำและปริมาณน้ำกักเก็บ: เขื่อนขุนด่านปราการชล มีปริมาณน้ำ 217.17 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 96.95% จากความจุ 224 ล้าน ลบ.ม.
การระบายน้ำและการสมดุลน้ำ: มีน้ำไหลเข้าอ่าง (Inflow) 11.482 ล้าน ลบ.ม. และมีน้ำระบายออกรวม (Outflow) 13.464 ล้าน ลบ.ม.
ปริมาณฝนสะสม: วัดได้ 47.03 มม.
*แผนการทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนป่าสักฯ และเขื่อนพระราม 6
1. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์: คาดการณ์ว่าจะมีน้ำไหลเข้าอ่างสะสมอีก 373.22 ล้าน ลบ.ม. ในอีก 7 วัน จึงจำเป็นต้องทยอยเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 69 เป็นต้นไป
30 ก.ย. 69: ระบาย 115 ลบ.ม./วินาที (9.97 ล้าน ลบ.ม./วัน)
1 ต.ค. 69: ระบาย 230 ลบ.ม./วินาที (19.87 ล้าน ลบ.ม./วัน)
2 ต.ค. 69: ระบาย 400 ลบ.ม./วินาที (34.56 ล้าน ลบ.ม./วัน)
ผลกระทบ: ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสัก จะเพิ่มสูงขึ้น 3.50-4.00 เมตร แต่คาดว่าจะยังคงอยู่ในลำน้ำ และไม่ล้นตลิ่ง
2. เขื่อนพระราม 6: ปรับเพิ่มการระบายน้ำอยู่ในเกณฑ์ 600-700 ลบ.ม./วินาที ช่วงวันที่ 28-29 ก.ย. 69 ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้น 1.00-1.20 เมตร
พื้นที่เตือนภัย: ชุมชนริมแม่น้ำป่าสัก และพื้นที่ลุ่มต่ำ อ.ท่าเรือ และ ต.ท่าหลวง, ต.ท่าเจ้าสนุก, ต.จำปา จ.พระนครศรีอยุธยา ให้เร่งยกของขึ้นที่สูง
*การบริหารจัดการมวลน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำไหลผ่านจุดสำคัญ
ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนที่ระบายจากเชื่อนภูมิพล สิริกิติ์ และแควน้อยฯ ไหลมารวมกันที่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีวัดน้ำ C.2 ค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ปัจจุบัน 2,038 ลบ.ม./วินาที
น้ำเข้าระบบชลประทาน รวมรับน้ำ 564 ลบ.ม./วินาที (พื้นที่ฝั่งตะวันออก รับน้ำเข้าคลอง 236 ลบ.ม./วินาที และพื้นที่ฝั่งตะวันตก รับน้ำเข้าคลอง 328 ลบ.ม./วินาที)
ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา วันนี้ 2,000 ลบ.ม./วินาที (ระดับเหนือเขื่อน +17.66 ม.รทก.)
เขื่อนป่าสักฯ ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสัก 25 ลบ.ม./วินาที ไหลผ่านเขื่อนพระรามหก 647 ลบ.ม./วินาที ก่อนไหลมาบรรจบที่แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานี C.29B อ.สามโคก จ.ปทุมธานีเฉลี่ย 1,814 ลบ.ม./วินาที
*สรุปพื้นที่ประสบอุทกภัย
สถานะพื้นที่อุทกภัย: ปัจจุบันกลับสู่ภาวะปกติแล้ว 26 จังหวัด และมีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 30 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตาก, ราชบุรี, กำแพงเพชร, นครนายก, เพชรบุรี, ชัยภูมิ, ปทุมธานี, ลพบุรี, ตราด, สระบุรี, จันทบุรี, นครราชสีมา, นครปฐม, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, กาญจนบุรี, บุรีรัมย์, สุรินทร์, สิงห์บุรี, สมุทรปราการ, นครสวรรค์, พิจิตร, ระยอง, อ่างทอง, ชัยนาท, อุทัยธานี, ปราจีนบุรี, พระนครศรีอยุธยา, สระแก้ว และสุพรรณบุรี
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์