รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายที่พักครั้งใหญ่ เปิดทาง Hostel, Boutique Hotel, Homestay ที่พัก Sharing Economy เข้าสู่ระบบ ดัน Super License ลดขอใบอนุญาตซ้ำซ้อน พร้อมเพิ่มสิทธิผู้ใช้บริการ ยกเลิก-ขอคืนเงิน หากที่พักไม่ตรงตามโฆษณา
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.สถานที่พักแรม พ.ศ. . เพื่อขอความเห็นชอบในหลักการ โดยมีเป้าหมายยกเลิกกฎหมายว่าด้วยโรงแรม และปรับปรุงระบบกำกับดูแลสถานที่พักแรมให้สอดคล้องกับรูปแบบการท่องเที่ยว และการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน ลดอุปสรรคของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อยและที่พักรูปแบบใหม่ พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้ใช้บริการ
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าว เกิดขึ้นจากข้อจำกัดของกฎหมายปัจจุบัน ซึ่งกำหนดนิยาม และมาตรฐานโดยมุ่งไปที่โรงแรม และอาคารถาวร ทำให้ที่พักรูปแบบใหม่ เช่น โฮมสเตย์ เต็นท์ แพ บ้านต้นไม้ โฮสเทล (Hostel) บูทีคโฮเทล (Boutique Hotel) รวมถึงที่พักแบบ Sharing Economy เช่น ห้องพัก คอนโดมิเนียม และบ้านพักอาศัยบางส่วน ไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ ส่งผลให้กิจการจำนวนหนึ่งอยู่นอกระบบการกำกับดูแล และไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางการเงิน และมาตรการสนับสนุนอื่นได้อย่างเต็มที่
โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีทั้งหมด 98 มาตรา เป็นการปรับแนวทางกำกับดูแลให้ครอบคลุม สถานที่พักแรม ในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะโรงแรม และแบ่งการกำกับดูแลตามขนาด ลักษณะกิจการ จำนวนห้อง จำนวนผู้พัก และระดับความเสี่ยง เพื่อให้มาตรการของรัฐเหมาะสมกับกิจการแต่ละประเภท ซึ่งมีการแบ่งสถานที่พักแรม ออกเป็น 3 จำพวก ตามระดับการกำกับดูแล ได้แก่
จำพวกที่ 1 เป็นกิจการที่สามารถดำเนินการได้เมื่อแจ้งต่อนายทะเบียน เช่น โรงแรมที่มีจำนวนห้องไม่เกิน 8 ห้อง และมีผู้พักไม่เกิน 30 คน รวมถึงบ้านพักหรือห้องพักเพื่อการพักอาศัยชั่วคราว ที่ผู้ให้บริการมีบ้านพักหรือห้องพักไม่เกิน 8 หน่วย
จำพวกที่ 2 ต้องขึ้นทะเบียนต่อนายทะเบียนก่อนดำเนินการ เช่น โรงแรมที่มีมากกว่า 8 ห้อง แต่ไม่เกิน 40 ห้อง หรือมีผู้พักมากกว่า 30 คน แต่ไม่เกิน 150 คน รวมถึงบ้านพักหรือห้องพักเพื่อการพักอาศัยชั่วคราวที่มีมากกว่า 8 หน่วย แต่ไม่เกิน 40 หน่วย
จำพวกที่ 3 เป็นกิจการที่ต้องได้รับใบอนุญาตก่อนดำเนินการ ได้แก่ โรงแรมที่มีมากกว่า 40 ห้อง หรือมีผู้พักมากกว่า 150 คน รวมถึงบ้านพัก หรือห้องพักเพื่อการพักอาศัยชั่วคราวที่มีมากกว่า 40 หน่วย ซึ่ง รมว.มหาดไทย สามารถออกกฎกระทรวงกำหนดประเภท ชนิด ลักษณะ หรือรูปแบบของสถานที่พักแรมเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า อีกกลไกสำคัญ คือการนำระบบ ใบอนุญาตหลัก หรือ Super License มาใช้ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและภาระของผู้ประกอบการในการขอใบอนุญาตหลายใบ ตามกฎหมายหลายฉบับ โดยกำหนดให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสถานที่พักแรมจำพวกที่ 3 เป็นใบอนุญาตหลัก และหากผู้ยื่นคำขอแสดงความประสงค์ตั้งแต่ขั้นตอนยื่นคำขอ สามารถครอบคลุมใบอนุญาตรองที่เกี่ยวเนื่องได้ถึง 10 กิจการ เช่น สถานที่จำหน่ายหรือสะสมอาหาร สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ สระว่ายน้ำ สถานที่ออกกำลังกาย สถานบริการ สถานที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว การขายสุรา การขายยาสูบ และกิจการอื่นตามที่กำหนด เพื่อลดขั้นตอนการติดต่อหลายหน่วยงาน
ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายกำหนดให้กรมการปกครอง จัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการรับแจ้ง การยื่นคำขอ การออกใบรับแจ้ง ใบรับขึ้นทะเบียนและใบอนุญาต ตลอดจนการรับเรื่องร้องเรียน และการดำเนินการอื่น โดยให้ใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก เพื่อลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการอย่างชัดเจน โดยกำหนดให้ผู้ใช้บริการสามารถยกเลิกการเข้าพักหรือยกเลิกการจองได้ หากสถานที่พักแรมไม่เป็นไปตามที่โฆษณาไว้ และกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการยกเลิก และคืนเงินตามสัดส่วนของบริการที่ผู้ใช้บริการได้รับไปแล้ว รวมทั้งห้ามกำหนดเงื่อนไขการจองที่ไม่เป็นธรรม เช่น การให้ผู้ประกอบธุรกิจ มีสิทธิแก้ไขหรือยกเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียว การยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดจากการผิดสัญญาของผู้ประกอบธุรกิจ หรือการกำหนดให้ผู้ใช้บริการสละสิทธิใด ๆ ไว้ล่วงหน้า
สำหรับการยกระดับมาตรฐานธุรกิจ จะมี คณะกรรมการส่งเสริมการประกอบธุรกิจสถานที่พักแรม โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ทำหน้าที่เสนอแนะนโยบาย แผน และมาตรการด้านการกำกับและส่งเสริมธุรกิจสถานที่พักแรม ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะมีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานด้านความปลอดภัย สุขอนามัย การให้บริการ และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
ในส่วนบทลงโทษนั้น ร่างกฎหมายได้แยกความผิดตามระดับความร้ายแรง โดยความผิดเล็กน้อยหรือความผิดทางเทคนิค เช่น การไม่แจ้งข้อมูลผู้พัก ใช้มาตรการปรับเป็นพินัย ขณะที่ยังคงโทษอาญาสำหรับความผิดร้ายแรงที่กระทบต่อความมั่นคง เช่น การประกอบธุรกิจสถานที่พักแรมจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและประชาชน ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย 2 ครั้ง มีผู้แสดงความคิดเห็น 1,441 ราย โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการของร่างกฎหมาย และได้จัดทำแผนกฎหมายลำดับรองรวม 28 ฉบับรองรับการดำเนินการไว้ด้วย
หัวใจของการปรับกฎหมายครั้งนี้ คือการเปลี่ยนจากการใช้มาตรฐานเดียวกับที่พักทุกประเภท มาเป็นการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับขนาด ลักษณะ และระดับความเสี่ยงของกิจการ เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการรายย่อย และที่พักรูปแบบใหม่ สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง ลดใบอนุญาต และขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลดมาตรฐานด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลในการกำกับดูแลที่ครบถ้วนขึ้น และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว น.ส.ลลิดา กล่าว
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์