สหรัฐฯ เตรียมถอนทหารพ้นอิรัก 30 ก.ย. ปิดฉากสงคราม 2 ทศวรรษ ท่ามกลางความกังวลอิหร่านแผ่อิทธิพล

ข่าวต่างประเทศ Tuesday September 29, 2026 17:47 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

กองทัพสหรัฐฯ มีกำหนดถอนกำลังออกจากฐานทัพแห่งสุดท้ายในอิรักภายในวันพุธนี้ (30 ก.ย.) ปิดฉากปฏิบัติการทางทหารที่ยืดเยื้อมากว่าสองทศวรรษและคร่าชีวิตทหารอเมริกันไป 4,500 นาย ด้านอิหร่านและกลุ่มพันธมิตรต่างร่วมฉลองการถอนทัพครั้งนี้ว่าเป็นชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ โดยปัจจุบันเครือข่ายของอิหร่านขยายอิทธิพลหยั่งรากลึกในอิรักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การถอนทหารครั้งนี้เป็นข้อตกลงที่บรรลุไว้ตั้งแต่ปี 2567 ในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน และรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เข้ามารับช่วงสานต่อจนแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม แม้การที่กองทัพสหรัฐฯ ล่าถอยออกไปจะเป็นสิ่งที่ชาวอิรักส่วนใหญ่พึงพอใจ แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้คนอีกไม่น้อยที่หวาดระแวงการเติบโตของกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน และมองว่าการถอนทหารครั้งนี้เกิดขึ้นเร็วเกินไป โดยเชื่อว่าอิรักยังไม่พร้อมอย่างเต็มที่ที่จะเข้ารับผิดชอบดูแลงานด้านความมั่นคงด้วยตนเอง

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงของอิรักต่างเตือนว่า การถอนกำลังอาจกลายเป็นการเปิดทางให้เตหะรานและกลุ่มติดอาวุธพันธมิตรอันทรงอิทธิพลเข้ามามีอำนาจกระทำการได้อย่างไร้ขอบเขต โดยญาซิม อัล-บาฮัดลี นักวิเคราะห์ความมั่นคงชาวอิรัก ให้ความเห็นว่า อิหร่านจะได้ประโยชน์ในเชิงยุทธศาสตร์จากการถอนตัวของกองกำลังพันธมิตร เพราะเท่ากับเป็นการขจัดกำลังทหารที่คอยคานอำนาจเตหะรานในอิรักมานานหลายปีออกไป

สำหรับอิหร่าน ซึ่งมีหมุดหมายสูงสุดในการบีบให้กองกำลังอเมริกันถอนตัวออกจากทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง มองว่าการถอนทหารจากอิรักคือผลงานชิ้นสำคัญของ ฝ่ายอักษะแห่งการต่อต้าน (Axis of Resistance) ซึ่งเป็นเครือข่ายพันธมิตรติดอาวุธของตนทั่วทั้งภูมิภาค โดยอามีร์ ฮายัต มุก็อดดัม รองประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน กล่าวเมื่อวันจันทร์ (28 ก.ย.) ว่า ความมั่นคงที่ยั่งยืนจะบังเกิดขึ้นในอิรักทันทีที่ทหารอเมริกันยอมถอยร่นออกไปจากประเทศและภูมิภาคแห่งนี้

ขณะที่อาบู มุจตาบา อัล-ยาซีรี ผู้บัญชาการขบวนการต่อต้านของอิสลามในอิรัก (Islamic Resistance in Iraq) ซึ่งเป็นองค์กรแม่ข่ายของแนวร่วมติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลัง ยกย่องการถอนทหารของสหรัฐฯ ว่าเป็น ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์สำหรับขบวนการต่อต้านของอิสลามในอิรักและชาวอิรักผู้ทรงเกียรติ ทั้งยังเป็นความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของแผนการของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อิรักถือเป็นประเทศเดียวที่จำต้องรักษาสัมพันธไมตรีอันใกล้ชิดทั้งทางการเมืองและการทหารไว้กับทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้ว่าบ่อยครั้ง แผ่นดินอิรักจะถูกใช้เป็นสมรภูมิตัวแทนระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ตาม โดยรัฐบาลวอชิงตันกล่าวหาบรรดากลุ่มติดอาวุธในอิรักที่อิหร่านหนุนหลังว่า มีบทบาทกระพือไฟขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยการเปิดฉากโจมตีประเทศเพื่อนบ้านตามคำบงการของเตหะราน ซึ่งรวมถึงเหตุโจมตีท่อส่งน้ำมันสายหลักของซาอุดีอาระเบียเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ ขณะที่รัฐบาลกรุงแบกแดดยืนยันว่าพยายามอย่างเต็มที่เพื่อควบคุมอิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธเหล่านี้

ขณะเดียวกัน นอกจากกังวลอิหร่านขยายอิทธิพลแล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของอิรัก ทั้งฝ่ายรัฐบาลกลางและฝ่ายบริหารเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานทางตอนเหนือ แสดงความกังวลตรงกันว่า การถอนทหารอเมริกันอาจกลายเป็นการเปิดช่องให้กลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ฟื้นตัวกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง โดยมองว่ากลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ยังคงมีความสามารถที่จะฉวยโอกาสจากช่องโหว่ด้านความมั่นคง แม้จะเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางทหารติดต่อกันมานานหลายปีก็ตาม

โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปนัยดา ปัทมโกวิท


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ