นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าว ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ขณะนี้สถานการณ์ฝนทั่วประเทศเริ่มลดลง ยกเว้นภาคใต้ตอนล่างที่ยังคงมีฝนตกอยู่ ส่วนในกรุงเทพฯ นั้น พื้นที่น้ำท่วมขังยังอยู่ในฝั่งตะวันออก ซึ่งภายหลังนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มีการเพิ่มปริมาณการสูบน้ำ ทำให้ล่าสุดวันนี้ที่แฟลตคลองจั่น มีระดับน้ำลดลงประมาณ 30 ซม.
นายเอกภพ กล่าวว่า วันนี้หน่วยงานราชการได้เริ่มกลับมาเปิดทำงานวันแรก หลังจากมีประกาศวันหยุดราชการเป็นพิเศษเมื่อวันที่ 28-29 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับผู้ว่าฯ กทม. ถึงความเป็นไปได้ที่จะให้มีการประกาศ Work From Home ต่อไปอีกสักระยะ พร้อมเน้นย้ำการช่วยเหลือประชาชนในเรื่องการขนส่งและการเดินทาง ซึ่งอาจเพิ่มรถโดยสารสาธารณะ รวมถึงการจัดเพิ่มเที่ยวรถให้กับผู้ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมได้ออกมาทำงานสะดวกขึ้น
ส่วนภาคตะวันตก ที่ จ.กาญจนบุรี เมื่อวานนี้ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ กลับมาปล่อยน้ำตามปกติอีกครั้ง หลังหยุดไป 3 วัน โดยจะปล่อยน้ำในระดับปกติ โดยจะเริ่มระบายน้ำตั้งแต่วันนี้ (30 ก.ย.) ไปจนถึง 4 ต.ค. ซึ่งน้ำจะผ่าน จ.กาญจนบุรี ไปสู่แม่น้ำแม่กลอง จึงจะส่งผลให้บริเวณตลิ่งระดับน้ำเพิ่มขึ้น 80 ซม. จึงขอให้ประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าว ติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด หากต้องการอพยพหรือออกไปศูนย์พักพิงชั่วคราว สามารถประสานกับทางจังหวัดได้ ซึ่งจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม ได้มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนรับทราบข้อมูลแล้วเช่นกัน
ส่วนภาคตะวันออกที่มีปัญหา คือ จ.ปราจีนบุรี โดยล่าสุดระดับน้ำสูงสุดอยู่ที่อำเภอเมือง ในขณะที่เขื่อนขุนด่านปราการชล ระดับน้ำดลง ไม่ล้นเขื่อนแล้ว โดยสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังต่อไป คือ จ.ฉะเชิงเทรา ในระยะ 1-2 วันนี้ ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง ควรเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นายเอกภพ ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานว่ากลุ่มเปราะบางได้รับการดูแลแล้ว 52,000 คน ส่วนโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ได้แก่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จ.ปราจีนบุรี, รพ.แกลง และ รพ.บ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งทั้ง 3 โรงพยาบาลเปิดให้บริการบางส่วน แต่วันนี้ผู้ป่วยสีแดงของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จะมีการย้ายไปอยู่โรงพยาบาลข้างเคียง
โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการให้เฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย พร้อมติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ในหลายจังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยง เช่น ราชบุรี สมุทรสงคราม กาญจนบุรี และ ฉะเชิงเทรา โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมเครื่องมือให้พร้อม เร่งสูบน้ำระบายออกจากพื้นที่ พร้อมระดมรถสุขาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าไปให้บริการในพื้นที่น้ำท่วมด้วย
ส่วนการเยียวยาประชาชนนั้น นายกรัฐมนตรี กำชับให้ดูแลสวัสดิภาพ และสุขภาพจิตของประชาชนที่เข้ามาอยู่ในศูนย์พักพิง พร้อมเน้นย้ำผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ตรวจสอบอาหารและเครื่องดื่ม ที่ได้รับการบริจาคให้มีคุณภาพ พร้อมรายงานสถานการณ์ทุกวันจากทุกจังหวัดเข้ามาที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้มีความสอดคล้องกันและได้รับการตรวจสอบแล้วว่าเป็นข้อมูลจริง และถูกต้อง
นายเอกภพ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุม ครม.วานนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้สั่งการไปยังฝ่ายบริหารและผู้ปฏิบัติงาน ในการให้ความร่วมมือ ซึ่งหากไม่ให้ความร่วมมือ นายกรัฐมนตรีจะใช้อำนาจเพื่อขอให้ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม เข้ามาปฏิบัติงานที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยเชื่อว่าหลังจากนี้ การดำเนินการของแต่ละหน่วยงานจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีปัญหาติดขัด รวดเร็ว ช่วยเหลือกันอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ในส่วนของฝ่ายข้าราชการประจำ เราจะเห็นว่ามีส่วนราชการต่าง ๆ เข้าไปในพื้นที่หลายหน่วยงาน หลายภาคส่วน ทั้งกรมชลประทาน ปภ. สทนช. รวมถึงแต่ละจังหวัด นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ หากมีการสั่งการ หรือข้อสั่งการ หรือมีการดำเนินการที่สั่งการโดยระดับบริหารของกระทรวงใด และผู้ปฏิบัติงานในกระทรวงนั้น ๆ ไม่ให้ความร่วมมือ หรือดำเนินการแล้ว ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับระดับผู้บริหาร นายกรัฐมนตรี จะสามารถใช้อำนาจ ขอให้ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม เข้ามาปฎิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี โฆษกรัฐบาลระบุ
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์