ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดลบ 443.87 จุด กังวลราคาน้ำมันพุ่งหนุนเงินเฟ้อสูง

ข่าวต่างประเทศ Thursday October 1, 2026 06:28 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (30 ก.ย.) เนื่องจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันยังคงทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ แม้ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่ออกมาต่ำกว่าการคาดการณ์ก็ตาม

  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 50,906.05 จุด ลดลง 443.87 จุด หรือ -0.86%
  • ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,651.54 จุด ลดลง 19.30 จุด หรือ -0.25%
  • ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,861.06 จุด เพิ่มขึ้น 63.52 จุด หรือ +0.24%

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.7% จากระดับ 3.4% ในเดือนก.ค.

ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.3% จากระดับ 3.0% ในเดือนก.ค.

หลังการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 37% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. ซึ่งลดลงจาก 51% ในวันอังคาร และลดลงจาก 71% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอันเนื่องมาจากจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้กระตุ้นให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดยังคงส่งสัญญาณสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อไม่ลดลง นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ซึ่งมักจะปรับตัวตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวขึ้นเช่นกัน

นักวิเคราะห์จากบริษัท Ameriprise Financial ในรัฐมิชิแกน ให้ความเห็นว่า สิ่งที่ตลาดให้ความสนใจคือ เศรษฐกิจยังคงเติบโตต่อไปได้หรือไม่ และจะสามารถรับมือกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้หรือไม่ โดยในอดีตที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว และผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่ง ตลาดก็พร้อมจะมองข้ามอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อพอร์ตลงทุนในฝั่งพันธบัตร และอาจทำให้การเข้าถึงสินเชื่อเป็นไปได้ยากขึ้น ซึ่งหากนักลงทุนมองว่าเรื่องนี้เริ่มเข้ามาสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในอีก 1-2 ไตรมาสข้างหน้า ตลาดก็อาจเกิดปฏิกิริยาเชิงลบอย่างรวดเร็ว

หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคร่วงลง 1.68% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ร่วงลง 1.39% ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น 0.61% และหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวขึ้น 0.13%

หุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ดีดตัวขึ้น รวมถึงหุ้น Microsoft, หุ้น Apple และหุ้น Nvidia ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P500

หุ้น Hewlett Packard Enterprise ซึ่งเป็นผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI พุ่งขึ้น 3.9% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้ระยะยาวในธุรกิจเครือข่าย และประกาศข้อตกลงมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ร่วมกับบริษัท Vultr

หุ้น Moderna ร่วงลง 5.3% หลังจากนักวิเคราะห์ของ Citigroup ปรับลดคำแนะนำการน่าลงทุนของหุ้น Moderna ลงสู่ระดับ Sell จากระดับ Neutral

สำหรับภาพรวมตลอดทั้งเดือนก.ย. ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลง 4.29%, ดัชนี S&P500 ลดลง 0.45% และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 1.86%

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ที่มีการรายงานเมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2569 โดยระบุว่า GDP ขยายตัว 2.2% สูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ซึ่งต่างก็อยู่ที่ระดับ 1.5% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง และการพุ่งขึ้นของการลงทุนในภาคเอกชน

นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ (2 ต.ค.) ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 98,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานเดือนก.ย.จะทรงตัวที่ 4.1%

โดย รัตนา พงศ์ทวิช


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ