นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน Kick off โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน เพื่อเพิ่มกลไกในการดูแลประชาชน โดยภาครัฐเป็นผู้จัดซื้อประกันภัยให้กับประชาชนเพื่อให้มีหลักประกันรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติ
กรมธรรม์ดังกล่าวคุ้มครองภัยธรรมชาติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 และมีการต่อประกันภัยทุกปี
1. คุ้มครองที่อยู่อาศัย สูงสุด 100,000 บาท/ครั้ง/หลังคาเรือน ได้แก่ กรณีอุทกภัย ความเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้น ไม่เกิน 90,000 บาท กรณีวาตภัย ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท และกรณีแผ่นดินไหว ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท และกรณีภัยน้ำล้อม หากที่อยู่อาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วัน รับค่าชดเชย 10,000 บาท/ครั้ง/หลังคาเรือน
2. คุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุ 2,000,000 บาท/คน
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า การดำเนินโครงการฯ นี้จึงไม่เป็นเพียงการมอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้น แต่สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ จากการให้ความช่วยเหลือหลังเกิดความเสียหายไปสู่ การบริหารจัดการความเสี่ยงและการปฏิบัติไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ เมื่อเกิดภัยธรรมชาติประชาชนจะมีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองที่ชัดเจน สามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขที่กำหนดได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม ซึ่งจะบรรเทาผลกระทบและสนับสนุนการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กับคืนสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน โครงการนี้ก็เป็นการนำกลไกระบบประกันภัยและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกระจายความเสี่ยง เพื่อให้ภาครัฐสามารถวางแผนรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติและบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการประกันภัยพิบัติสำหรับประชาชน จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยให้การเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ชัดเจน และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้พี่น้องประชาชน และช่วยให้พี่น้องประชาชนสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที
สิ่งสำคัญ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และสารวัตรกำนัน ต้องศึกษาเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้เข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อที่จะได้นำไปชี้แจงสร้างการรับรู้ความเข้าใจกับประชาชน ด้วยภาษาเข้าใจง่าย คำและภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจ บอกไปเลยว่า ถ้าประชาชนโดนน้ำท่วมอย่างนี้จะมีเงินคุ้มครองเท่านี้ ถ้ามีความเสียหายจากภัยพิบัติเหล่านี้บ้านเรือนเสียหายอย่างไรจะมีเงินที่เข้ามาช่วยซ่อมแซมหรือตามกรมธรรม์เท่านี้ เป็นต้น ตามคู่มือที่ได้จัดทำสรุปไว้
วันนี้เป็นอีกก้าวที่สำคัญของประเทศไทย ในการยกระดับการดูแลและคุ้มครองพี่น้องประชาชนจากภัยพิบัติ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ตระหนักดีว่าภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้ และส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงแต่การให้ความช่วยเหลือภายหลังการเกิดเหตุเท่านั้น แต่เราต้องเตรียมความพร้อมและสร้างระบบหลักประกันที่สามารถรองรับความเสียหายไว้ล่วงหน้า
โดย รัชดา คงขุนเทียน