บมจ.ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ (TACC) รุกตลาด Health & Wellness Beverage เต็มพิกัด จัดตั้งบริษัทย่อย TACC Plus ลุยธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ควักเงินลงทุน 48 ล้านบาท เปิดตัวผลิตภัณฑ์แรก Eight Plus น้ำด่างธรรมชาติ 100% วางจำหน่ายในเดือนต.ค.นี้ ที่ร้าน 7-Eleven, Premium MT, โรงแรม 5 ดาว และช่องทางออนไลน์ ฟาก Co-CEO ระบุ การร่วมลงทุนครั้งนี้ ตอกย้ำแผนรุกขยายธุรกิจจาก B2B สู่ B2C และ Own Brand สร้าง New Growth Engine รองรับการเติบโตระยะยาว ตั้งเป้ายอดขาย TACC Plus ทะลุ 1,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี รวมทั้งยกระดับผลิตภัณฑ์น้ำด่างธรรมชาติสู่ตลาดภูมิภาค พร้อมต่อยอดสู่เวทีสากลในอนาคต วางแผนแตกไลน์ พร้อม M&A และ JV ยืนยันไม่คิดแข่งราคา
นางสาวไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม TACC เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ร่วมลงทุน (JV : Joint Venture) โดยจัดตั้งบริษัทย่อย คือ บริษัท ทีเอซีซี พลัส จำกัด (TACC Plus) ซึ่งใช้เงินลงทุนมูลค่า 48 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจใหม่ในกลุ่ม Health & Wellness Beverage รองรับเทรนด์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ และสร้างโอกาสการเติบโตในธุรกิจใหม่
สำหรับการจัดตั้ง TACC Plus ครั้งนี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายเพื่อรุกขยายธุรกิจหลัก B2B สู่ตลาด B2C อย่างจริงจัง ผ่านผลิตภัณฑ์แรก คือ Eight Plus น้ำด่างธรรมชาติ 100% ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ และเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยายพอร์ตธุรกิจของ TACC สู่กลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ตอกย้ำทิศทาง TACC 2.0 ที่มุ่งขยายธุรกิจจาก B2B สู่ B2C และ Own Brand พร้อมสร้าง New Growth Engine เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตในระยะยาว
ในตลาดต่างประเทศ น้ำด่างถือเป็นหนึ่งใน Category ของตลาดน้ำดื่มที่มีการเติบโตและได้รับการยอมรับ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มี Category น้ำด่างที่ชัดเจน ดังนั้น TACC Plus จึงมองเห็นโอกาสในการสร้างและพัฒนาตลาดน้ำด่างขึ้นในประเทศไทย โดยมุ่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการรับรู้ให้กับผู้บริโภค ยกระดับผลิตภัณฑ์น้ำด่างในภูมิภาค ก่อนต่อยอดศักยภาพสู่ตลาดระดับสากลในอนาคต นางสาวไตรทิพย์ กล่าว
ด้านผลิตภัณฑ์ Eight Plus น้ำด่างธรรมชาติ 100% ถือเป็นผลิตภัณฑ์หลักในระยะเริ่มต้นของ TACC Plus ที่พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2569 และกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดหลากหลายช่องทาง เช่น 7-Eleven, Premium MT, โรงแรม 5 ดาว และช่องทางออนไลน์ ซึ่งรายได้และกำไรจากผลิตภัณฑ์น้ำด่าง จะเริ่มรับรู้ทันทีหลังการเปิดตัว และกระจายสินค้า ทั้งยังมีแผนพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในกลุ่มเครื่องดื่มสุขภาพ เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ TACC Plus จะเริ่มรับรู้รายได้จากน้ำด่างธรรมชาติในทันที และคาดว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดสรรงบลงทุนและงบการตลาด เพื่อสร้างการรับรู้ และรุกขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับที่ดี สะท้อนถึงศักยภาพโครงการที่น่าลงทุน พร้อมกันนี้ ได้ตั้งเป้าหมายรายได้รวมของ TACC Plus แตะระดับ 1,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี
*จับตลาดคนรักสุขภาพ ยันไม่เล่นสงครามราคา
นางสาวไตรทิพย์ กล่าวว่า ปัจจุบัน TACC มองเห็นสัญญาณการเติบโตครั้งสำคัญของตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ สะท้อนจากภาพรวมตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic Beverages) ช่วงปี 69 71 ที่คาดว่าจะมียอดขายรวมสูงถึง 10,764 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่า 369,425 ล้านบาท และเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 1.9-2.9% โดยมีกลุ่มน้ำดื่มบรรจุขวดครองสัดส่วนอันดับ 1 อยู่ที่ 59.6% โดยมียอดขาย 6,417 ล้านลิตร มูลค่า 65,000 ล้านบาท เติบโต 2.1 3.1% ซึ่งสูงกว่าตลาดรวมของเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ โดยมีกลุ่มน้ำดื่มพรีเมียม เช่น น้ำแร่และน้ำด่าง เป็นตัวผลักดันการเติบโต ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคน้ำดื่มบรรจุขวดที่ใส่ใจในการดูแลสุขภาพยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะลงทุนกับน้ำดื่มพรีเมียมเพิ่มขึ้นตามไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป
โดย EIGHT PLUS จับตลาดกลุ่มคนที่รักสุขภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ทำให้แม้เศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่แต่กลุ่มคนมีกำลังซื้อยังเติบโตได้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยืนยันว่าจะไม่ลงไปแข่งขันในสงครามราคา (Price War) หรือแย่งส่วนแบ่งจากแบรนด์เดิมในตลาด แต่มุ่งเน้นการขยายฐานตลาดน้ำด่างให้เติบโตขึ้น เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีการแยกหมวดหมู่ของน้ำด่างอย่างชัดเจนเหมือนในต่างประเทศ จึงยังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมาก
เป้าหมายในระยะยาว 5 ปี บริษัทฯ ต้องการปรับสัดส่วนรายได้ของธุรกิจ โดยจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากฝั่ง B2C ให้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 30% จากปัจจุบันที่สัดส่วนรายได้มาจาก B2B (Business to Business) มากกว่า 90% และ B2C ยังมีไม่ถึง 5%
*มีแผนแตกไลน์ Eight Plus ลุย M&A-JV ดันเติบโตเร็ว
ขณะที่แผนการเติบโตจะพึ่งพาการทำ M&A หรือ JV เพื่อเร่งการเติบโตให้เร็วกว่าการเติบโตแบบออร์แกนิกที่ปกติจะอยู่ระดับ10% ทั้งนี้ นอกจากการทำตลาดแบรนด์ Eight Plus แล้ว ในอนาคตบริษัทฯ ยังมีแผนจะแตกไลน์สินค้าแบรนด์ Eight Plus เป็น Functional Drink หรือรสอื่น ๆ เพิ่มเติม รวมถึงมีแนวคิดเตรียมขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศในอีก 3-5 ปีข้างหน้า โดยเล็งเป้าหมายหลักไปที่กลุ่มประเทศโอเชียเนีย เช่น ออสเตรเลีย ซึ่งบริษัทฯ มีความคุ้นเคยและมีพาร์ทเนอร์รองรับอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตามระยะสั้นบริษัทจะมุ่งเน้นสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน และ Eight Plus ให้มีการเติบโตอย่างมั่นคง โดยจะยังไม่ขยายไปแบรนด์ใหม่ หรือ JV เพิ่มแต่จะเป็นการแตกไลน์สินค้าในทั้ง 2 แบรนด์ โดยตั้งเป้าจุดคุ้มทุนของทั้ง 2 แบรนด์ไว้ที่ไม่เกิน 5 ปี และคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่ระดับ 15%
ประเด็นเรื่องสถานการณ์อุทกภัยประเมินว่าเป็นปัจจัยระยะสั้น และบริษัทฯ มีแผนบริหารจัดการความเสี่ยง และแผนรับมือวิกฤต ที่เตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว โดยมีการติดตามสถานการณ์ของศูนย์กระจายสินค้า (DC) ว่าพื้นที่ใดได้รับผลกระทบ รวมถึงประเมินผลกระทบต่อร้านค้าปลายทาง
ปัจจุบันบริษัทฯ มีสต๊อกสินค้าเพียงพอต่อการรองรับสถานการณ์ความเสี่ยงในช่วงที่ผ่านมา โดยการจัดส่งสินค้าไปยัง DC ของบริษัทฯ ยังสามารถดำเนินไปได้อย่างสม่ำเสมอ หากในอนาคตสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น บริษัทฯ ก็พร้อมพิจารณาปรับเพิ่มจำนวนวันสำรองสินค้าคงคลังให้เหมาะสมต่อไปร่วมกับทางพาร์ทเนอร์
นอกจากนี้เป้าหมายระยะยาว TACC Plus มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงแผนการขยายธุรกิจและการยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานสากล และเตรียมความพร้อมในด้านการบริหารจัดการ การเงิน และการตลาด เพื่อรองรับการก้าวสู่เวทีที่ใหญ่ในอนาคต
โดย วรินทร ศิรินอก / เสาวลักษณ์ อวยพร