ข่าวใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคงหนีไม่พ้นที่ Exchange ยักษ์ อย่าง Bitget ถูกแฮ็ก จนวันนี้ Gracy Chen, CEO ได้ออกมาเปิดเผยถึงวิธีที่แฮ็กเกอร์เจาะเข้ามาในแพลตฟอร์ม พร้อมเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถถอนเงินออกจากแพลตฟอร์มได้ แถมยังมี User Protection Fund เป็นเบาะรองกระแทกให้ผู้ใช้งานด้วย
*Bitget โดนเจาะ 388 ล้านดอลล์! Hacker ลองระบบก่อนลงมือจริง!!
สัปดาห์ที่แล้ววงการเรามีเรื่องให้ตื่นเต้นกันอีกแล้ว!! นั่นก็คือ Bitget โดนแฮ็ก Exchange ใหญ่อีกเจ้าซึ่งตอนนี้ Gracy Chen ซีอีโอ Bitget ได้ออกมาบอกแล้วว่าเรื่องราว มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
เหตุเกิดวันที่ 24 กันยายน 2569 แฮ็กเกอร์ได้ทำการทดลองถอนเงินเล็ก ๆ 2 ครั้ง จำนวน 0.184 ETH กับ 193 TRX โดยยอดต่ำกว่าเกณฑ์ Risk Control ของ Bitget เลยไม่มี Trigger Alert แต่อย่างใด
จากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง แฮ็กเกอร์เริ่มถอนจำนวนก้อนใหญ่ ทั้งหมด 17 Transaction กระจายไป 8 Network ทั้ง Ethereum, XRP, Zcash, BNB Chain, Base, Arbitrum, Optimism และ Avalanche คิดเป็นเงิน รวมประมาณ 361 ล้านดอลลาร์
ถ้า Private Key ไม่ได้ถูกขโมย และ Cold Wallet ก็ไม่ได้โดนเจาะ แล้ว Hacker เข้าไปได้ยังไง?
แฮ็กเกอร์เจอ Zero-day Vulnerability ใน Security Product ของบริษัท Third Party จนได้ Admin Credentials ที่ใช้เข้าระบบภายในของ Bitget จากนั้นจึงยัด คำสั่งถอนเงินปลอมเข้า Wallet Backend โดยตรง ระบบเลยมองว่าเป็นคำสั่งจริง แล้วปล่อยเงินออกไป พอสำเร็จแฮ็กเกอร์ยังได้ลบร่องรอยคำสั่งพวกนั้นด้วย ทำให้ตามย้อนหลังได้ยากขึ้น
ฝั่ง Bitget เขาตรวจเจอความผิดปกติภายใน 7 นาทีหลังเริ่มถอนก้อนใหญ่ แล้วสั่งหยุดการถอนทั่ว Platform แต่ตอนนั้นเงินออกจากแพลตฟอร์มไปแล้ว ความเสียหายรวมจากเหตุการณ์นี้ อยู่ที่ประมาณ 388 ล้านดอลลาร์ โดย Bitget บอกว่า User Protection Fund จะรับความเสียหายทั้งหมด
ก่อนเกิดเหตุ กองทุน User Protection Fund มีมูลค่าประมาณ 465 ล้านดอลลาร์ และบริษัทจะเติมกลับให้มีอย่างน้อย 300 ล้านดอลลาร์ภายในหนึ่งสัปดาห์ โดยเอาเงินจาก Corporate Reserve ซึ่งล่าสุดมีมากกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์มาเติม
ขณะนี้ Bitget เริ่มทยอยเปิดถอนเงินแล้ว และกำลังทำงานร่วมกับ Mandiant และ SlowMist เพื่อหาว่า Hacker เป็นใครและช่องโหว่เกิดขึ้นตรงไหน?
กรณีนี้ แฮ็กเกอร์ไม่ได้พังประตูเข้ามา เขามี Admin Credentials ที่ระบบมองว่าถูกต้อง ลองถอนเงินนิดเดียวก่อนระบบไม่ร้อง ก็รู้แล้วว่าทางสะดวก ครึ่งชั่วโมงต่อมา เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ก็เริ่มไหลออก เคสนี้เลยเตือนว่า ต่อให้ Private Key ไม่หลุด Cold Wallet ไม่โดน Hack ถ้าระบบที่อยู่รอบ ๆ Wallet มีช่องโหว่ เงินก็หายได้เหมือนกัน
*Blockchain.com เล็ง IPO! ระดม $500 ล้าน ตีมูลค่าสูงสุด $6 พันล้าน!!
Blockchain.com กำลังเล็งออก IPO ภายในสิ้นปีนี้ ตั้งเป้าระดมทุนประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ และตีมูลค่าบริษัทไว้ที่ 46 พันล้านดอลลาร์
จริง ๆ Blockchain.com เริ่มดำเนินการไปแล้ว เพราะเมื่อต้นปี บริษัทได้ยื่นเอกสาร IPO แบบ Confidential กับ SEC สหรัฐฯ แล้ว พูดง่าย ๆ คือ เริ่มให้ SEC ตรวจเอกสารก่อนได้ โดยที่ยังไม่ต้องเปิดข้อมูลทางการเงินทั้งหมดให้สาธารณะเห็น
แต่ต้องย้ำว่า IPO ยังไม่ Confirm 100% ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างคุยกับนักลงทุน ทั้งมูลค่าบริษัทและช่วงเวลาที่จะเข้าตลาดยังเปลี่ยนได้
Blockchain.com เป็นบริษัทคริปโทฯ จากลอนดอน ที่ทำตั้งแต่ Exchange, Wallet, Trading ไปจนถึง Lending และถ้า IPO สำเร็จ ก็จะตามบริษัทคริปโทอย่าง Circle, Gemini และ Bullish ที่เข้าตลาดหุ้นไปก่อนหน้าแล้วในปี 2025
เอาจริง ๆ ปีนี้จริง ๆ ตลาด Crypto IPO ค่อนข้างเงียบ เพราะช่วงครึ่งปีแรกตลาดคริปโทฯ ไม่ค่อยดี หลายบริษัทเลยชะลอแผนเอาไว้ แต่พอช่วงหลังราคาคริปโทฯ เริ่มฟื้นประตู IPO ก็เริ่มเปิดอีกครั้ง!!
*Goldman Sachs เปิดกองทุน $100,000 ล้าน ให้บริษัทคริปโทฯ เข้าถึง
กองทุนนี้ชื่อว่า FTIXX เป็นกองทุน Treasury แบบเดิมของ Goldman Sachs มูลค่าประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์ สิ่งที่เปลี่ยนคือ เขาเอากองทุนนี้มาเปิดให้เข้าถึงผ่าน Lynq ซึ่งเป็น Settlement Network ที่บริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลใช้อยู่
แล้วเอาไปใช้ทำอะไร? บริษัทคริปโทใหญ่ ๆ ต้องย้ายเงินก้อนโตไปมาระหว่างการเทรดอยู่ตลอดเวลา เงินที่ยังไม่ได้ใช้ แทนที่จะวางไว้เฉย ๆ ก็เอามาพักใน FTIXX เพื่อรับ Yield ได้ พอต้องใช้เงิน ก็ค่อยดึงกลับออกมา
ปัจจุบัน Lynq มีบริษัทอย่าง Wintermute, Galaxy, FalconX, Crypto.com และ Fireblocks ใช้งานอยู่
ที่น่าสนใจคือ วิธีของ Goldman ไม่เหมือน Wall Street เจ้าอื่น อย่าง BlackRock ทำ BUIDL เป็น Tokenized Fund หรือ Franklin Templeton ก็มี BENJI ที่เอาหุ้นของ Money Market Fund มา Tokenize
แต่ Goldman บอกว่าไม่ต้องสร้าง Token ใหม่ก็ได้!! เอากองทุนแบบเดิมมาเชื่อมกับระบบที่บริษัทคริปโทฯ ใช้อยู่เลย และ Lynq เองก็ทำงานอยู่บน Private Blockchain ของ Avalanche ซึ่งตอนนี้มีบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลระดับสถาบันเข้าร่วมมากกว่า 30 แห่ง และมีสินทรัพย์อยู่บน Network มากกว่า 89 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของบริษัท
การนำ FTIXX เข้ามาไม่ได้ทำได้ทันที Lynq ต้องปรับเทคโนโลยี จำกัดการเข้าถึงเฉพาะลูกค้าในสหรัฐฯ และ Integrate ระบบเข้ากับ Mosaic ลูกค้ายังต้องมีบัญชีกับ tZERO Securities และผ่านขั้นตอน Onboarding รวมถึงเงื่อนไขด้านคุณสมบัติที่กำหนด FTIXX จึงกลายเป็นสินทรัพย์ตัวที่ 2 ที่เปิดให้ลูกค้าสถาบันใช้งานบน Lynq
เคสนี้เรียกว่ากลับด้านเลย พราะGoldman ไม่ได้เปลี่ยนกองทุนให้เป็น Crypto แต่เปลี่ยน ทางที่บริษัท Crypto เข้าถึงกองทุนได้ สุดท้ายแล้ว TradFi กับ Crypto อาจไม่ได้มาบรรจบกันเพราะทุกอย่างต้องถูก Tokenize บางทีแค่ทำให้เงินจากสองโลกนี้วิ่งหากันได้ง่ายขึ้นก็พอ!!
โดย ดวงกมล คล่องบุญจิต