น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ครั้งที่ 3/2569 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานในการประชุม เพื่อพิจารณาและอนุมัติงบประมาณในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และเป็นรากฐานในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงในระดับสากล
น.ส.ปณิตา เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการสำหรับการจัดสรรเงินกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมถึงเงินกองทุนฯ สมทบเพิ่มเติม รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 786.04 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการยกระดับศักยภาพ และอุดหนุนช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ จำนวนไม่น้อยกว่า 41,480 ราย
โดยการจัดสรรงบประมาณ มุ่งเน้นการสร้างความคุ้มค่าสูงสุดใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
การส่งเสริมการเข้าถึงช่องทางตลาดสากล
การเตรียมความพร้อมปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว
ทั้งนี้ สสว. คาดการณ์ว่า เม็ดเงินงบประมาณ 786 ล้านบาท จะทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อเนื่องรวมกันได้ไม่ต่ำกว่า 5,856 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7.4 เท่าของงบประมาณที่ได้รับ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป
พร้อมกันนี้ ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs จากสถานการณ์อุทกภัย สสว. ได้กำหนดนโยบายให้ความสำคัญแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก ผ่านโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน และโครงการที่จัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่ส่วนราชการเพื่อเร่งเข้าช่วยเหลือในพื้นที่
ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นลูกหนี้ของ สสว. จะมีการดำเนินมาตรการพักชำระหนี้ เพื่อผ่อนคลายภาระสภาพคล่อง และได้เตรียมกลไกฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยสนับสนุนการเข้าถึงตลาดผ่าน โครงการ MSME Regional Activate Network เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินกิจการได้อย่างมั่นคงโดยเร็ว
นอกจากนี้ บอร์ดส่งเสริม SMEs ยังได้เห็นชอบการเสนอมาตรการทางกฎหมาย เพื่อช่วยผู้ประกอบการปรับตัวรับกติกาการค้าใหม่ๆ เช่น กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (EV) โดยเร่งลดความซับซ้อน และจัดทำมาตรฐานการแปลงรถยนต์สันดาปเป็นรถไฟฟ้า (EV Conversion) การสร้างความเป็นธรรมให้ดีลเลอร์รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผลักดันกฎหมายสิทธิในการซ่อม (Right to Repair) เพื่อให้อู่อิสระเข้าถึงข้อมูลเทคนิคและอะไหล่ได้อย่างเท่าเทียม
น.ส.ปณิตา กล่าวเพิ่มเติมถึงผลการดำเนินงานผ่านระบบให้บริการพัฒนาธุรกิจ (BDS) ซึ่งเป็นกลไกหลักของ สสว. ว่า ตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบัน ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 5,970 ราย คิดเป็นเงินอุดหนุนรวม 392 ล้านบาท ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสะสมได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท
สำหรับช่วงปี 25692570 สสว. ยังมีงบประมาณส่วนนี้เหลืออยู่อีกราว 150 ล้านบาท ตั้งเป้าช่วยผู้ประกอบการยกระดับธุรกิจเพิ่มอีก 1,900 ราย เพื่อเสริมศักยภาพให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์