นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในหัวข้อ ระบบการเงินที่ไม่โปร่งใส กับอนาคตเศรษฐกิจไทย ในงานดินเนอร์ทอล์ค ZERO Corruption : FROM POLICY TO ACTION โดยหยิบยก 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเงินที่ ธปท.ให้ความสำคัญ และลงมือแก้ไขอย่างจริงจังตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เพื่อแก้วิกฤติอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยที่ลดถอยลงเรื่อย ๆ จากอดีตที่เคยเติบโตถึงระดับ 7% ก่อนจะลดต่ำลงมาเหลือ 5%, 3% และปีนี้ คาดว่าปีนี้จะเติบโตได้เพียง 2.3% เท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังมายาวนาน
สำหรับ 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการเงิน ที่ต้องดำเนินการแก้ไขควบคู่กัน ได้แก่ 1.ปัญหาหนี้ครัวเรือน 2.การเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs 3.การเข้าถึงแหล่งเงินด้วยอย่างเป็นธรรม ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ทั้งอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และ 4.ปัญหาเงินเทา และการทุจริตคอร์รัปชัน
ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ปัญหาเงินเทาและคอร์รัปชัน คือ การสูญหายของทรัพยากร ซึ่งเป็นงบประมาณและเม็ดเงินที่ไม่ควรหายไปจากระบบ ซึ่งหากสามารถควบคุมได้ จะทำให้เงินในส่วนนี้จะสามารถสร้างกำไร จัดเก็บภาษีให้รัฐบาล และสร้างการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้อง
แนวทางของ ธปท. ชัดเจน คือถ้าเราไม่ร่วมลงมือทำ ปัญหามันก็ไม่ได้รับการแก้ไข ถ้าเราพูดอย่างเดียว เราโชว์ PR อย่างเดียว ปัญหามันก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ในทางเศรษฐศาสตร์ เรื่องเงินเทา เรื่องคอร์รัปชัน มันเป็นเรื่องของการสูญหายไปของทรัพยากร เป็นเงินที่ไม่ควรหายออกไปจากระบบ มันเป็นส่วนที่สามารถสร้างกำไร และเก็บภาษีให้รัฐบาล เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมันหมุนได้ นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย ระบุว่า แม้ ธปท. จะไม่มีอำนาจในการจับกุมได้โดยตรง แต่เนื่องจากธุรกรรมเงินเทา พนันออนไลน์ และการคอร์รัปชัน ต้องใช้เส้นทางและบริการของสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การรับชำระเงิน (Payment) การถอนเงินสด หรือการแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน
ดังนั้น ธปท. จะใช้แนวทางสร้างคอขวดตลอดทั้งระบบ เพื่อให้เกิดความยากลำบากในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย โดยมาตรการสำคัญ ที่นอกจากต้องมีการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (KYC) แล้ว ยังออกเกณฑ์ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าเชิงลึก (Customer Due Diligence: CDD) และตรวจสอบเข้มงวดพิเศษ (Enhanced Due Diligence: EDD) เพื่อป้องกันการเกณฑ์คนมาเปิดบัญชีม้าเป็นกลุ่ม
นอกจากนี้ ธปท.ยังคุมเข้มผู้ให้บริการรับชำระเงิน ห้ามให้บริการแก่กลุ่มทุนเทา และเว็บพนันออนไลน์ โดยประกาศนี้ เตรียมจะลงราชกิจจานุเบกษาในสัปดาห์หน้า
ส่วนมาตรการการถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาท ที่เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.69 ถ้าถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาท จะต้องทำ Due Diligence และตอบให้ได้ว่าเอาเงินไปทำอะไร โดยได้จัดทำ 24 แพทเทิร์นธุรกรรมต้องสงสัย ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กำหนดนิยามพฤติกรรมทางการเงินต้องสงสัย เช่น เงินโอนเข้าช่วงกลางคืนเป็นตัวเลขกลม ๆ 100, 500, 1,000 บาท แล้วโอนออกทันที ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมพนันออนไลน์
ขณะที่ในเรื่องทองคำนั้น ธปท. ได้กำหนดให้ต้องรายงานชื่อเมื่อมีการถอนเงินไปซื้อทองคำเกินกว่า 2 กิโลกรัม (มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท) รวมถึงการพบพฤติกรรมแปลงสภาพเป็นธนบัตรดอลลาร์ โดยไปซื้อขาย (เทรด) USDT ผิดปกติหลายแสนล้านบาทใน 4-5 เดือนที่ผ่านมา ซึ่ง ธปท.ได้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พบพฤติกรรมถอนเงินสด หรือโอนเงินไปซื้อ USDT แล้วโอนออกไปต่างประเทศในชื่อบุคคลอื่น เพื่อฟอกเงิน
ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า จากการดำเนินมาตรการสร้างคอขวดทางการเงินอย่างจริงจัง ได้ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อปริมาณธุรกรรมต้องสงสัย โดยการถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาท ลดลงมากกว่า 50% จากเดิมเคยมีการถอนสูงถึงประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่ปัจจุบัน ลดลงเหลือเพียงประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อเดือน และการถอนทองคำผ่านแอปพลิเคชัน การถอนทองคำเกิน 2 กิโลกรัม ลดลงมากกว่า 70% ทันที
นอกจากนี้ ธปท.ได้ร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทย และสมาคมพันธมิตรรวม 11 สมาคม ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. ร่วมลงนามประกาศเจตนารมณ์ว่าจะไม่ยอมให้ภาคการเงิน ถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือช่องทางทำผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่แค่การเซ็น MOU หรือประกาศเจตนารมณ์ทั่วไป แต่มีการระบุหน้าที่ชัดเจนว่า ธปท. สมาคมธนาคารไทย กลุ่ม Non-bank, Money Exchange และ Money Transfer ต้องทำอะไรบ้าง รวมถึงการแชร์ข้อมูลร่วมกัน
เรื่องเงินเทา และคอร์รัปชัน อยู่คู่กับประเทศไทยมานานหลายสิบปี ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคนี้ แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันแก้ไข ปัญหาเหล่านี้ จะเกาะกินประเทศไทยจนไม่สามารถไปต่อได้ ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวในท้ายสุด
โดย ธปฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์