รัฐบาล เตือนภาคกลางรับมือฝนหนัก 1114 ต.ค. เร่งระบายทุกลุ่มน้ำลงอ่าวไทย แนวโน้มมวลน้ำเหนือลดลง

ข่าวทั่วไป Friday October 2, 2026 13:41 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าว ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการในที่ประชุมให้จังหวัดที่ยังประสบอุทกภัย ตรึงกำลังเจ้าหน้าที่และทรัพยากรที่จำเป็น ให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งบริหารจัดการและระบายน้ำในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับจังหวัดหรือพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ให้เร่งสำรวจและประเมินความเสียหายอย่างครอบคลุมทุกด้าน และเร่งดำเนินการควบคุมฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

สำหรับสภาพอากาศ ทางกรมอุตุนิยมวิทยา ชี้แจงว่าในวันที่ 5-7 ตุลาคม จะมีฝนมากขึ้นในภาคอีสาน ไล่มาทางภาคตะวันตกของประเทศ และช่วงวันที่ 11-14 ตุลาคม จะมีฝนตกหนักหรือฝนตกแช่ในภาคกลาง ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ลงมา ปริมาณฝนอยู่ที่ 100 มิลลิเมตร จากนั้นจะเลื่อนไปทางตอนใต้

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ส่วนการบริหารจัดการภาพรวม ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในการควบคุม โดยภาพรวมน้ำขาเข้ามีแนวโน้มลดลง ในส่วนท้ายเขื่อนมีการระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และขอให้เฝ้าระวังในส่วนของ จ.ชัยนาท จ.สิงห์บุรี และ จ.อ่างทอง ซึ่งทั้ง 3 จังหวัดนี้ สถานการณ์อยู่ในช่วงทรงตัว ส่วนผลกระทบปัจจุบัน จ.พระนครศรีอยุธยา ยังมีผลกระทบ ในส่วนของ จ.ปทุมธานี และ จ.นนทบุรี สถานการณ์ยังคงที่ และมีผลกระทบในพื้นที่ริมตลิ่ง

ในส่วนของ กทม. ขณะนี้ในแนวคันกันน้ำไม่มีผลกระทบ น้ำยังอยู่จุดต่ำสุดของคันกันนํ้า ประมาณ 90 เซนติเมตร และในส่วนพื้นที่คลองจั่นขณะนี้แห้งแล้ว ในส่วนพื้นที่ร่มเกล้า เมื่อวานนี้ (1 ต.ค.) น้ำลดลงไป 30 เซนติเมตร บางจุดยังลึก แต่บางจุดเริ่มลดระดับลง และสัญจรได้มากขึ้น

ในส่วนเส้นทางที่มีน้ำท่วมสูง ได้แก่ 1.ถนนพหลโยธิน รอยต่อกทม-พหลโยธิน 54/1 2.ถนนสุวินทวงศ์ แยกตัดถนนรามคำแหง-ตลองโตนด 3.ถนนกรุงเทพกรีฑา ซอย 9-25,41-55 4.ถนนหลวงแพ่ง 5.ถนนฉลองกรุง 6.ถนนเจ้าคุณทหาร ตั้งแต่ตัดร่มเกล้า -แยกเจ้าคุณทหาร

ส่วนพื้นที่เขตมีนบุรี หนองจอก ประเวศ สะพานสูง และสายไหม ยังต้องเฝ้าติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด เพราะมีแนวโน้มจะสูงขึ้น เนื่องจากเกี่ยวข้องกับระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งพื้นที่สายไหม-ออเงิน ยังมีน้ำท่วมขังในชุมชน แม้ระดับน้ำลดลง จึงต้องเร่งสูบน้ำ หรือผลักดันน้ำเพิ่มเติม คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 วัน

ทั้งี้ รัฐบาลจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะเร่งดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติโดยเร็วที่สุด

กทม. บอกน้ำจะลดภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันนี้ พร้อมรับมือฝนตกหนัก 11-14 ต.ค.นี้ ทบทวนแผนเผชิญเหตุทุกเขต เข้มดูแลพื้นที่จัดประชุม IMF-World Bank

ด้าน นายปริญญา จันทคุปต์ ผู้อำนวยการส่วนวิชาการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบาย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุว่า กรุงเทพมหานคร จะเร่งรัดขั้นตอนการเยียวยา ซึ่งมีการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน ทางรัฐ และแอปพลิเคชันของกรุงเทพมหานคร รวมถึงสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต โดยการช่วยเหลือจะครอบคลุมค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าที่พักพิง ค่ารักษาพยาบาล และค่าดำรงชีพเบื้องต้น หลังจากที่ลงทะเบียนเบื้องต้น ค่าซ่อมแซมบ้าน โดยจะมีทีมจากกรุงเทพมหานคร และวิศวะอาสา ลงไปสำรวจต่อไป

ส่วนการจัดตั้งศูนย์วิชาการหน้างานของกรุงเทพมหานคร จะดำเนินการจัดตั้ง 4 ศูนย์ โซนกรุงเทพเหนือ จะอยู่ที่สนามบินดอนเมือง และคลองด้านบน เพื่อบริหารจัดการน้ำที่ไหลมาจากจังหวัดปทุมธานี

ขณะที่โซนลาดกระบัง และร่มเกล้า ตั้งศูนย์วิชาการถาวรโดยผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ที่มีอำนาจตัดสินใจประจำอยู่ตลอดเวลาจนกว่าน้ำจะลดลง

ส่วนโซนถนนลาดกระบัง จะอยู่ที่ซอยลาดกระบัง 100 กว่า และสวนพระนคร ตั้งศูนย์เสริม ดูแลประชาชนตามแนวถนน ลาดกระบังที่น้ำท่วมขัง

สำหรับโซนหนองจอก ชุมชนวิกฤต ตั้งศูนย์หน้างานดูแล หมู่บ้านฟลอร่าวิลล์ และชุมชนในหนองจอก ที่ระดับน้ำยังอยู่ในขั้นวิกฤต

นอกจากนี้ แผนรับมือฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ ตามที่การพยากรณ์ในช่วงวันที่ 11 14 ตุลาคม กรุงเทพมหานครจะทบทวนแผนเผชิญเหตุทุกสำนักงานเขต พร้อมใช้ Cell Broadcast แจ้งเตือน เตรียมอพยพประชาชน และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงจัดศูนย์พักพิง จุดบริการแพทย์ อาหาร และถุงยังชีพ

ส่วนช่วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF World BanK) ในตุลาคมนี้ จะเน้นมาตรการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่จัดงาน โดยเฉพาะศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย

สำหรับพื้นที่ กทม. มีแนวโน้มที่จะเข้าไปช่วยเหลือในจุดที่ยังมีน้ำท่วมอยู่ ซึ่งการสูบน้ำด้วยท่อซิ่ง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนที่จะเข้ามาสูบน้ำ แต่หลักๆ กรุงเทพมหานครจะพยายามลดน้ำในคลองสายหลัก ซึ่งเป็นการลำเลียงน้ำเป็นหลักจากหมู่บ้านที่มีน้ำท่วมขัง เช่น คลองหนึ่ง คลองสอง ไปลงคลอง ประเวศบุรีรมย์ และเร่งระบายน้ำสู่เจ้าพระยาต่อไป โดยมีท่อซิ่งเข้ามาช่วย

ส่วนพื้นที่ฝั่งตะวันออก น้ำจะลดลงได้เมื่อใดนั้น มีการประเมินไว้พยายามจะลดในส่วนที่น้ำยังท่วมขัง ให้ได้ภายใน 7 วัน โดยจะนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การช่วยเหลือประชาชนที่เจ็บป่วย กรุงเทพมหานคร มีศูนย์บริการสาธารณสุขและแพทย์ประจำอยู่ในพื้นที่ โดยประชาชนสามารถติดต่อได้ทั้ง 50 เขต

สทนช. เผย ปริมาณน้ำเหนือลดลง - พร้อมเร่งระบายทุกลุ่มน้ำลงอ่าวไทย เตรียมรับฝน 11-13 ต.ค.นี้ คาด กทม.- นนท์ -ปทุม -สมุทรปราการ มีน้ำท่วมขังบางพื้นที่

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำ ว่า การระบายน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่หลายคนกังวลถึงมวลน้ำเหนือ ขณะนี้เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 70% เขื่อนสิริกิติ์ 80 % เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 70-80% มีเพียงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เท่านั้นที่มีความจุเกินกว่า 100% แต่ยังมีช่องว่างอยู่อีก 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่เหมือนสถานการณ์น้ำในปี 2554

พร้อมย้ำว่า ในส่วนของแม่น้ำปิง และลุ่มน้ำสะแกกรัง มีแนวโน้มลดลง 500 กว่าลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือลดลง ทำให้น้ำที่ไหลมาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา การระบายคงที่อยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ฉะนั้นคงการระบายแนวระดับนี้ได้ 5-6 วัน เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกใหม่ในช่วง 11-13 ตุลาคมนี้

รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวถึงกรณีที่น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีจำนวนเกินความจุว่า ขณะนี้ได้มีการระบายอยู่ที่ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อยู่ในลำน้ำป่าสัก โดยท้ายน้ำอยู่ที่จังหวัดสระบุรี และยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อลำน้ำ และเมื่อมารวมกับคลองชัยนาท ป่าสัก ก็จะรวมอยู่ที่ 540 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากนั้นจะไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ปล่อยมาอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบล่าสุดน้ำตรงนี้จะไหลไปรวมที่บางปะอิน บางไทร ก่อนจะเข้ามายังปทุมธานี นนทบุรี ในปริมาณ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยน้ำจะวิ่งไปอีกทาง คือ อำเภอผักไห่ และตำบลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา ก่อนจะไหลต่อไปยังจังหวัดสุพรรณบุรี

รองเลขาธิการ สทนช. ยังเปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำตลิ่งที่จังหวัดนนทบุรี ยังต่ำกว่าตลิ่งอยู่ที่ 1.2 เมตร หรือต่ำกว่ากำแพงกั้นน้ำจังหวัดนนทบุรี และต่ำกว่าที่ปทุมธานี 0.57 เมตร และต่ำกว่าที่พื้นที่กรุงเทพฯ 1.2 เมตร ซึ่งก็ยังสามารถระบายได้

นายไพฑูรย์ ยืนยันว่า สถานการณ์น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะมวลน้ำเหนือที่ทุกคนกังวล คาดว่าไม่น่าเป็นห่วง มีแต่แนวโน้มลดลง แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูฝนในช่วง 11-13 ตุลาคมนี้ ซึ่งหากระบายได้อย่างต่อเนื่องที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็จะทำให้มีพื้นที่ว่างหรือเขื่อนเพียงพอ และไม่กระทบต่อกรุงเทพฯ และปริมณฑล

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า อาจจะมีพื้นที่บางพื้นที่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใน 8 อำเภอ เช่น อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ ได้รับผลกระทบ เพราะเป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้จัดกำลังทหารไปดูแลประชาชน รวมถึงอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ เพราะต้องระบายน้ำในอัตรา 2500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ใน 5-6 วัน

ขณะที่ลุ่มน้ำท่าจีน ยอมรับว่า มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ในส่วนของท้ายน้ำ ประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งขณะนี้ต้องรักษาระดับการระบายน้ำที่เข้าสู่แม่น้ำท่าจีน เพื่อไม่ให้กระทบมาก ส่วนก่อนหน้านี้ที่ฝนตกใน 5 อำเภอของจังหวัดกาญจนบุรี ก็จะลงมายังแม่น้ำท่าจีนด้วย บริเวณอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ฉะนั้นรอยต่อระหว่างจังหวัดสุพรรณบุ รีและนครปฐม ก็ได้มีการบริหารจัดการที่ดี

นายไพฑูรย์ ยังกล่าวถึง การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า ขีดความสามารถฝั่งเจ้าพระยา ยังสูบน้ำได้วันละ 70 กว่าล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 800 กว่าลูกบาศก์เมตร โดยผ่านอุโมงค์และคลองต่าง ๆ แต่การระบายน้ำฝั่งตะวันออก ด้านฉะเชิงเทรา และจังหวัดสมุทรปราการ ยังไปได้ไม่มาก ซึ่งขณะนี้มีคำสั่งให้กองทัพบก กระทรวงกลาโหม เพิ่มเครื่องมือในการเร่งสูบน้ำไปยังจุดที่สามารถระบายได้ดี

ในส่วนของน้ำเหนือ ท่านคลายกังวลได้ แต่เราต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่อาจจะมีสถานการณ์น้ำท่วมเหนือเขื่อนเจ้าพระยาบ้าง เช่น จังหวัดนครสวรรค์ อำเภอสว่างอารมณ์ แม่น้ำแควตากแดด จังหวัดอุทัยธานี แต่รัฐบาลก็เข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ นายไพฑูรย์ กล่าว

ส่วนลุ่มน้ำบางปะกงนั้น เมื่อวานนี้ (1 ต.ค.) มีระดับน้ำสูงสุดเป็น New High ใหม่ สูงกว่าปี 2556 ที่ 11 เซนติเมตร มาที่ระดับ 4.98 เมตร ซึ่งการระบายน้ำ ของลุ่มน้ำบางปะกง จะมาจากเขื่อนขุนด่านปราการชล ซึ่งสามารถควบคุมการระบายได้

พร้อมยืนยันว่า กรมชลประทาน จะระบายน้ำอย่างต่อ เนื่องเพื่อรักษาระดับน้ำให้มีช่องว่างพอ แต่วันที่ 11-13 ตุลาคมนี้จะไม่มีการระบายน้ำมาก เนื่องจากพื้นที่ท้ายน้ำจะได้รับผลกระทบ แต่จะได้รับผลกระทบใน อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอองครักษ์ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งบางจุดมีน้ำท่วมสูง แต่รัฐบาลโดยกองทัพเรือได้จัดเรือผลักดันน้ำ ในแม่น้ำบางปะกง

ส่วนสถานการณ์ลุ่มน้ำย่อย เช่น จังหวัดระยอง มีในพื้นที่อำเภอบ้านค่าย อำเภอเมืองบางส่วน และอำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี แต่จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา อาจจะมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 11 ตุลาคม ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี และตราด ซึ่งขณะนี้ในจังหวัดภาคตะวันออก มีการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์

ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง รองเลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า เขื่อนวชิราลงกรณ์ ยังมีช่องว่างอยู่ประมาณ 120 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีอัตราการระบายอยู่ที่วันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประมาณ 50 วันแต่มีปริมาณน้ำเข้าประมาณ 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และในวันพรุ่งนี้ (3 ต.ค.) จะเข้าอีก 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอัตราการเข้าและออกปริมาณเท่ากัน แต่จะเร่งการระบายน้ำ เพื่อที่จะรอปริมาณน้ำในวันที่ 11-13 ตุลาคมนี้

ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์ ยังมีช่องว่างเหลืออยู่ที่ 700 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนในวันที่ 6 ตุลาคม และ 11-13 ตุลาคมนี้ได้ ส่วนเขื่อนแม่กลอง ซึ่งอยู่ด้านท้ายของเขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนศรีนครินทร์นั้น ระบายอยู่ที่ 1,800 กว่าลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดว่าใน 1 สัปดาห์จะมีการระบายต่ำกว่าอัตรา 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที บริเวณอำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม อำเภอเมืองจังหวัดราชบุรี และอำเภออัมพวา อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ที่จะมีปริมาณน้ำลดลง

ขณะที่เขื่อนแก่งกระจาน ลุ่มน้ำเพชรบุรี มีตัวเลขนำเข้าปริมาณ 11-13 ล้านลูกบาศก์เมตร และระบายน้ำ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งยังถือว่าบริหารจัดการได้ และจังหวัดเพชรบุรีก็ยังคงปลอดภัยจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเตรียมพร้อมในช่วงวันที่ 6 ตุลาคม และ 11-13 ตุลาคม เพราะฉะนั้นจะต้องเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

พร้อมย้ำว่า ในส่วนของมวลน้ำเหนือ ยังอยู่ในสถานการณ์ที่มีแนวโน้มลดลง และปลอดภัย ทั้งจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ซึ่งอาจจะมีน้ำท่วมขังในบางพื้นที่

กรมอุตุฯ เผยฝนตก 4-7 ต.ค จากอีสาน เคลื่อนตัวมา กทม. เมืองกาญจน์

นายฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ลักษณะอากาศช่วงนี้จะมีแนวโน้มความความกดอากาศสูงลงมา โดยจะมีฝนวันที่ 4 ต.ค เริ่มจากที่ภาคอีสานแล้วเคลื่อนตัวลงมาทิศตะวันตก ซึ่งจะมีผลต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยาและกทม. ประมาณวันที่ 5 ต.ค

ส่วนวันที่ 6 ต.ค ฝนจะเคลื่อนตัวเข้า กาญจนบุรี และฝั่งตะวันตกของประเทศไทยจนถึงวันที่ 7 ต.ค โดยหลังจากนั้น สถานการณ์การจะดีขึ้น ฝนจะลดลงแต่จะมีบ้าง ในภาคเหนือ จะมีความกดอากาศต่ำอากาศหนาวเริ่มปกคลุม

ทั้งนี้ ในวันที่ 11 ต.ค ยังคงต้องจับตาเฝ้าระวังจะมีแนวร่องความกดอากาศต่ำ แถวภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงวางแผนการเตรียมความพร้อมในการรับมือดังกล่าวด้วย

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ