ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ กางข้อมูลยันสถานการณ์น้ำเหนือปี 69 ต่างจากปี 54 มหาศาล ชี้ปริมาณฝนสะสม-น้ำหลากผ่านนครสวรรค์ต่ำกว่าชัดเจน กทม. ชั้นในปลอดภัย แต่ปริมณฑล-จังหวัดใกล้เคียงยังต้องรับมือ
นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผยถึงการประเมินสถานการณ์น้ำเหนือ และการเตรียมพร้อมรับมือในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยยืนยันว่าสถานการณ์ในปี 69 จะไม่รุนแรงเท่ากับเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 54 เนื่องจากปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา และปริมาณน้ำสะสม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้
1. ปริมาณฝนสะสมในภาคเหนือ และภาคกลาง: ปี 54 มีปริมาณฝนสะสมสูงกว่าปี 69 ทั้งภาคเหนือและภาคกลาง
ภาคเหนือ ปี 54 ปริมาณฝนสะสม 1,600 มม. ขณะที่ปี 69 ปริมาณฝนสะสม 1,200 มม.
ภาคเหนือและภาคกลาง ปี 54 ปริมาณฝนสะสม 1,400 มม. ขณะที่ปี 69 ปริมาณฝนสะสม 1,000 มม.
2. เขื่อนขนาดใหญ่ในภาคเหนือ: ปี 54 มีหลายเขื่อนมีน้ำเต็มความจุ (เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน, เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ขณะที่ปี 69 ไม่มีเหตุการณ์นั้น
3. ปริมาณน้ำหลากสะสมผ่านนครสวรรค์: ปี 54 มีปริมาณน้ำหลากสะสมผ่านนครสวรรค์สูงกว่าปี 69 อย่างมีนัยสำคัญ โดยปี 54 ปริมาณน้ำหลากสะสมผ่านนครสวรรค์ 15,000 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ปี 69 ปริมาณน้ำหลากสะสมผ่านนครสวรรค์ 4,300 ล้าน ลบ.ม.
ปริมาณฝนสะสมในปีนี้ต่างจากปี 54 มาก ดังนั้น สถานการณ์จึงไม่มีทางที่จะรุนแรงเท่าปี 54 และปริมาณน้ำหลากผ่านนครสวรรค์ในปีนี้ก็น้อยกว่า อย่างไรก็ดี ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย เนื่องจากปริมาณน้ำสูง อาจทำให้มีปัญหาในการระบายน้ำได้ นายเสรี กล่าว
*กทม. ชั้นในรอด ปทุมฯ-นนท์-อยุธยา ยังเป็นจุดเสี่ยง
ฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดมากที่สุด: ปริมาณน้ำไหลผ่านนครสวรรค์อยู่ที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที (สูงสุดไม่เกิน 2,600 ลบ.ม./วินาที) กทม. ชั้นในไม่มีความเสี่ยงน้ำท่วม แต่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบคือ ปทุมธานีตอนบน, นนทบุรี, สุพรรณบุรี และนครปฐม และหนักสุดคือพระนครศรีอยุธยา
คาดการณ์เลวร้ายที่สุด (Worst-case): ปริมาณน้ำผ่านนครสวรรค์ที่ 3,000 ลบ.ม./วินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยารองรับได้ 2,700 ลบ.ม./วินาที อย่างไรก็ตาม ตัวเลขคาดการณ์นี้ยังไม่ได้การป้องกันของแต่ละพื้นที่ ดังนั้น ในสถานการณ์จริงจึงน่าจะเบาบางลง
ช่วงการเฝ้าระวัง: เป็นการประเมินระยะ 10 วัน (1-10 ต.ค.) แม้คาดการณ์ว่าวันที่ 13 ต.ค. อาจมีหย่อมความกดอากาศต่ำเข้ามา และช่วงวันที่ 5-8 ต.ค. จะมีฝนตกราว 40-60 มม. แต่สภาพอากาศเริ่มมีลมเปลี่ยนทิศ ฝนจึงไม่น่ารุนแรง ทั้งนี้ จะต้องมีการประเมินอีกครั้งหลังจาก 10 วันนี้ เพื่อความแม่นยำมากขึ้น
*เตือนอนาคตระวัง วิกฤตอุทกภัยแบบประสม กระทบ กทม. 80%
นายเสรี กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในอนาคตไม่ใช่ฝนตกหนักธรรมดา และสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่คือ สมการวิกฤตอุทกภัยแบบประสม (Compound Flooding) คือ (ฝน + แม่น้ำ) x ระดับน้ำทะเล = วิกฤตประสม หรือก็คือภัยคุกคามในปัจจุบันไม่ได้มาจากทิศทางเดียว การประเมินความเสี่ยงรูปแบบเดิมมักแยกน้ำท่วมจากแม่น้ำและชายฝั่งออกจากกัน ทำให้อ่านค่าความรุนแรงต่ำกว่าความเป็นจริง
ถ้าวิกฤตประสมเข้ามา จะกระทบพื้นที่ 80% ของกรุงเทพฯ ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมาเมื่อไหร่ จึงต้องผลักดันให้มีการป้องกันไว้ก่อน นายเสรี กล่าว
*ข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลและสังคมไทย
สร้างแนวปฏิบัติ 3 Helps:
1. Save help ช่วยเหลือตัวเองและครอบครัว โดยต้องรู้ทันความเสี่ยงและเตรียมพร้อม
2. Community help ช่วยเหลือกันในชุมชน
3. National help ช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบ สนับสนุนงบประมาณ และฟื้นฟูระยะยาว
คนไทยกลายเป็น โลกกลัวน้ำ จากโรคพันธุ์ใหม่คือกลัวน้ำท่วม ฝนตก ฟ้าร้องผวา เพราะเหตุการณ์รุนแรงขึ้น, โลกร้อนเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ, สื่อโซเชียลกระจายข่าวเร็ว, ความเสียหายกระทบชีวิตและทรัพย์สิน และความเครียดสะสมจากคำว่า เอาอยู่ นายเสรี กล่าว
ทบทวนบิ๊กโปรเจกต์น้ำ: กรณีที่รัฐบาลผลักดันโครงการชัยนาท-ป่าสัก งบประมาณ 165,000 ล้านบาท มองว่า ยังไม่สามารถรองรับเหตุการณ์ในอนาคตได้ทั้งหมด รัฐบาลต้องกลับมาทบทวนโครงการอื่น ๆ ด้วย โดยผลักดันให้เกิดโครงการแก้มลิงขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ตอนบนก่อนนครสวรรค์ เพื่อรองรับน้ำก่อนจะไหลลงมา ใช้งบประมาณราว 5,000 ล้านบาท
กระจายอำนาจแจ้งเตือนภัย: รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิด Local Alert ให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการส่ง Cell Broadcast ด้วยตนเอง เพราะเป็นผู้ที่รู้สถานการณ์หน้างานมากที่สุด และสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว แจ้งเตือนประชาชนได้ทันต่อสถานการณ์
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน