นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า สถานการณ์สภาพอากาศช่วงวันที่ 4-7 ตุลาคม ประเทศไทยจะเริ่มมีฝนอีกครั้ง โดยเป็นฝนเปลี่ยนฤดู ซึ่งจะมีพื้นที่ได้รับฝนตกหนักในภาคตะวันตก คือ จังหวัดกาญจนบุรี และเพชรบุรี ในส่วนภาคตะวันออก ให้เฝ้าระวังในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยเฉพาะในวันที่ 5 ตุลาคม จึงขอให้เตรียมรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่จะเพิ่มขึ้นในพื้นที่ ในส่วนภาคใต้ และภาคเหนือ จะมีฝนตกในปริมาณที่มากพอสมควร จึงขอให้เฝ้าระวัง เพราะอาจจะเจอน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม
นายเอกภพ กล่าวว่า ส่วนภาวะน้ำท่วมในปัจจุบัน ข้อมูลจากดาวเทียมและพื้นที่ ปริมาณน้ำที่ท่วมในภาคกลางตั้งแต่จังหวัดอุทัยธานีลงมา มีปริมาณที่ทรงตัวและเริ่มลดลงในหลายพื้นที่ เขื่อนเจ้าพระยา ยังมีการระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ที่ระดับ 17.8 ซึ่งเราอยากให้เหลืออยู่อยู่ที่ระดับ 16 กว่า
ทั้งนี้ เมื่อน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาปล่อยลงมา ก็จะไปรวมกับน้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งมีการปล่อยน้ำ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และน้ำจะมารวมกันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงจะทำให้พื้นที่ที่อยู่ใกล้น้ำมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ราบลุ่ม เตรียมตัวยกของขึ้นพื้นอีกสักเล็กน้อย และขอให้มีการช่วยเหลือเข้าไปที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในส่วน กทม. ได้มีการเปิดคลองรับน้ำเพื่อช่วยรับน้ำจากทางเหนือ และระบายลงสู่เจ้าพระยา ให้สามารถออกสู่ทะเลอ่าวไทยได้มากขึ้น
ด้าน น.ส. ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์น้ำในพื้นที่ กทม. ว่า ยังคงมีจุดที่มีน้ำท่วมสูง และควรหลีกเลี่ยงเส้นทางจราจร 4 เส้นทาง ได้แก่
1.ถนนพหลโยธิน รอยต่อ กทม. หน้าสนามกีฬาธูปะเตมีย์-พหลโยธินซอย 60
2.ถนนสุวินทวงศ์ แยกตัดถนนรามคำแหง-คลองโตนด
3.ถนนหลวงแพ่ง คลองหัวตะเข้-สำนักงานประปาสุวรรณภูมิ ซอยนำไกร-คลองพระยาเพชร คลองพระยาเพชร-คลองกาหลง
4.ถนนลาดกระบังตลอดทั้งสาย หน้าสำนักงานเขตลาดกระบัง
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ในส่วนปฏิบัติการกู้คืนพื้นที่เคหะร่มเกล้า ความคืบหน้าระดับน้ำในชุมชนลดลงไป 30 เซนติเมตร แต่ถนนในพื้นที่มีปัญหาการสัญจร เพราะมีระดับน้ำ 20-30 เซนติเมตร ซึ่ง กทม.กำลังเร่งระบายน้ำอย่างเต็มที่ และใช้สถานีสูบน้ำพระโขนง อุโมงค์ระบายน้ำพระโขนง และอุโมงค์หนองบอน ช่วยผลักดันให้น้ำลงไปในคลองประเวศบุรีรมย์ จึงทำให้ต้องติดตามระดับนํ้าในพื้นที่เขตมีนบุรี หนองจอก ประเวศ และสะพานสูง อย่างใกล้ชิด ในส่วนพื้นที่สายไหม-ออเงิน ยังคงมีน้ำท่วมในชุมชน แม้ระดับน้ำจะลดลง จึงต้องมีการเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ คาดว่าจะใช้เวลา 2 วันในการระบาย
- เตือน 4-7 ต.ค. ฝนตกหนักภาคตะวันตก โดยเฉพาะกาญจนบุรี
น.ส.ประภาพร วงศ์สมิง ผู้อำนวยการส่วนพยากรณ์อากาศเชิงตัวเลข กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวถึงลักษณะฝนตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาในช่วงเวลา 4-7 ตุลาคมนี้ จะมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมา จึงเป็นแนวขอบของฝนตามขอบมวลอากาศเย็นปะทะกับอากาศบ้านเราในลักษณะอุ่นกว่า ซึ่งจะส่งผลให้ดันขอบไปทางตะวันตก
โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศคำเตือนบริเวณที่จะมีฝนตกหนักประมาณ 100 มิลลิเมตร แต่ไม่เกิน 150 มิลลิเมตร เช่น พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี จะเห็นว่าลักษณะของฝนสะสม ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงฝนตกในระดับ 100-150 มิลลิเมตรตามการคาดการณ์ของแบบจำลองกรมอุตุนิยมวิทยา นอกจากนี้ ยังมีอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดเพชรบุรี ที่จะมีอิทธิพลของฝนในระลอกนี้
- กทม. อาจมีฝนหนักบางพื้นที่ 14 ต.ค. ระหว่างช่วงประชุม IMF-World Bank
ส่วนวันที่ 11-16 ตุลาคม การคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวในการจัดงานประชุมระดับนานาชาติ IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ จะมีมวลอากาศเย็นลงมาอีกระลอก ในวันที่ 10 ต.ค.นี้ และจะดันแนวฝนลงไปจนถึงภาคใต้ ทำให้กรุงเทพฯ ในวันที่ 14 ต.ค.นี้ จะมีการกระจายของฝนที่ตกลงมาดีขึ้น แต่จะเกิดฝนหนักบางพื้นที่ ส่วนวันอื่น ๆ จะเป็นฝนเล็กน้อย
ทั้งนี้ กรณีของวันที่ 11-16 ตุลาคมนี้ จะมีการเฝ้าระวังจากดาวเทียมของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยในการพยากรณ์อากาศ จะต้องมีการคำนวณและให้ข้อมูล ปัจจุบันอาจจะเป็นการคาดการณ์ขั้นต่ำสุดที่จะเกิดขึ้น แต่หากพบว่ามีการเปลี่ยนแปลง ความเร็วของลมและทิศทางของลม จะมีการรายงานสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด
- สทนช. เฝ้าระวังลุ่มน้ำเพชรบุรี, พื้นที่บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี - รอยต่อสระแก้ว
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานสถานการณ์น้ำล่าสุด ว่า สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจาน มีความจุอยู่ที่ 102% น้ำผ่านทางระบายน้ำล้นหรือ สปริลเวย์ แล้ว อัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 120 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา อาจจะมีฝนตกหนักเกินกว่า 100 มิลลิเมตรต่อวินาที ที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งรัฐบาลได้ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี จัดเตรียมฉากทัศน์ในกรณีที่ฝนตกหนักเหนือเขื่อนแก่งกระจาน และจำเป็นต้องระบายน้ำในอัตราที่สูงสุดวันละ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้มีการประสานดำเนินการทำแผนเผชิญเหตุ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์อาจมีความเสี่ยง เนื่องจากน้ำล้นเขื่อน
ขณะที่สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิง ลดลงอย่างต่อเนื่องวันละ 200-300 ลูกบาศก์เมตร รวมไปถึงแม่น้ำน่านและแม่น้ำสะแกกรังลดลง แต่ยืนยันว่ายังคงการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อที่จะให้น้ำเหนือเขื่อนมีระดับต่ำลง ซึ่งในส่วนของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีขีดความสามารถในการรองรับน้ำอยู่ได้มาก
นอกจากนี้ ในช่วงที่ฝนตกหนักไม่ว่าจะเป็น 4-7 ตุลาคม หรือ 11-14 ตุลาคม หลังจากได้ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาชัดแล้ว มีช่องว่างเหลืออยู่ เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนฤดู ในช่วงตอนบนของประเทศจะเป็นฤดูหนาวแล้ว ทั้งเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 6,000 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้นกรณีที่จะต้องระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ไม่มีความต้องการระบายน้ำจำนวนมากขนาดนั้นแล้ว
รวมไปถึงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก็ยังสามารถเก็บน้ำในความจุ 111 % ได้ แต่เป็นเพียงความจุชั่วคราว ซึ่งเคยทำเช่นนี้ในปี 2565 หรือที่เรียกว่า flood detention หรือ การหน่วงน้ำ ส่วนพื้นที่เหลือ เขื่อนอาจกังวลว่ามีการจัดเก็บน้ำอยู่ที่ 111% นั้น จะส่งผลอะไรหรือไม่จากการตรวจสอบ ล่าสุดน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กับน้ำที่ระบายออกอย่างสมดุลกัน
ขณะที่สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก มีแนวโน้มลดลงแต่จะไป เพิ่มที่ตอนล่าง เช่น อำเภอองครักษ์ จ.นครนายก อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี และ อ.บางน้ำเปรี้ยว รวมไปถึงอีก 3-4 อำเภอในจังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากคลองสียัด ซึ่งรับน้ำฝั่งตะวันออกของจังหวัดฉะเชิงเทรามีน้ำล้น ซึ่งในภาพรวมหากฝนตกไม่มาก ตกตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาให้ข้อมูลมา ก็อาจจะต้องระวังเพิ่มขึ้นที่จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรี เขตรอยต่อสระแก้วเล็กน้อย แต่มีการบริหารจัดการ และเตรียมรับมือของผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดอยู่แล้ว
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์