9-13 ต.ค. ทั่วไทยอากาศแปรปรวน! อุตุฯ เตือนฝนตกหนัก-หนักมาก

ข่าวทั่วไป Wednesday October 7, 2026 10:20 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง ฝนตกหนัก ถึงหนักมาก บริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบในช่วงวันที่ 9 13 ตุลาคม 2569) ฉบับที่ 1 (247/2569) โดยระบุว่า ในช่วงวันที่ 9 13 ต.ค. 69 บริเวณประเทศไทยจะมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยมีลักษณะของฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ซึ่งจะมีผลกระทบตามภาคต่าง ๆ ตามช่วงเวลา ดังนี้

วันที่ 9 ต.ค. 69: บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคใต้

วันที่ 10 ต.ค. 69: บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้

วันที่ 11 ต.ค. 69: ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้

วันที่ 12 ต.ค. 69: ภาคกลางตอนล่าง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคใต้

วันที่ 13 ต.ค. 69: ภาคใต้

ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงปลายฤดูฝน บริเวณความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย

ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังได้ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยในบริเวณฝนฟ้าคะนอง จะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทย และทะลอันดามัน ควรตรวจสอบเส้นทาง และเดินเรือด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

* สทนช. ปรับลดการระบายเขื่อนใหญ่ หน่วงน้ำลดผลกระทบประชาชน

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการติดตามคาดการณ์ฝนในระยะต่อไปโดยกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่า ในช่วง 9-13 ต.ค. ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานเตรียมความพร้อมทั้งเครื่องมือ เครื่องจักร พื้นที่อพยพ และแนวทางบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

สำหรับสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ได้ปรับลดการระบายน้ำอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ตอนล่าง ยกเว้นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่มีปริมาณน้ำเกินความจุเก็บกักหลังจากมีการหน่วงน้ำไว้ระยะเวลาหนึ่ง จำเป็นต้องระบายน้ำ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเมื่อควบคุมระดับน้ำได้แล้วจะทยอยปรับลดการระบายให้เหมาะสม

นอกจากนี้ ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางการเร่งปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา โดยพิจารณาจากปริมาณน้ำหน้าเขื่อนที่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งจะเริ่มทยอยลดการระบายน้ำได้ในวันนี้ จากอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างจะต้องควบคุมระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน พร้อมเร่งระบายน้ำออกจากทุ่งโดยเร็ว

ด้านลุ่มน้ำบางปะกง บริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำปราจีนบุรีมีปริมาณน้ำมาก ขณะนี้มวลน้ำจากพื้นที่ จ.สระแก้ว ปราจีนบุรี และนครนายก ได้ไหลมารวมกันบริเวณ จ.ฉะเชิงเทรา โดยเขื่อนสียัด เขื่อนนฤบดินทรจินดา เขื่อนขุนด่านปราการชล ได้ช่วยหน่วงมวลน้ำไว้ส่วนหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนักในพื้นที่เขื่อนต่าง ๆ ทำให้มีน้ำไหลเข้าปริมาณมาก ประกอบกับมีฝนตกหนักในพื้นที่ท้ายเขื่อนสียัด ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ต่ำที่ระบายน้ำออกได้ยาก จึงจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายออกสู่ทะเล โดยต้องคำนึงถึงระดับน้ำทะเลหนุนในแต่ละช่วงเวลา เพื่อเร่งให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง ปัจจุบันเขื่อนแม่กลองปรับลดการระบายน้ำแล้ว สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงตามลำดับ โดยเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณจะบริหารจัดการน้ำไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ตอนล่าง โดยยังต้องติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าอย่างใกล้ชิด

ส่วนลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบันเขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำเกินความจุเก็บกัก และคาดว่าจะมีน้ำไหลเข้าเพิ่มขึ้นในช่วงหลังจากนี้ จึงต้องเฝ้าระวังและเร่งพร่องน้ำออกจากเขื่อนเพื่อรองรับฝน ขณะที่ จ.สมุทรปราการ อยู่ในระหว่างเร่งสูบระบายน้ำลงทะเลเพื่อลดระดับน้ำท่วมขังในพื้นที่

เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ได้เน้นย้ำหน่วยงานให้พิจารณาปรับการระบายน้ำให้สมดุลกับน้ำที่ไหลเข้าเขื่อน โดยจะต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน เช่น ผู้เพาะเลี้ยงปลาในกระชัง พร้อมให้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานการณ์และการปรับการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงและปลอดภัยของตัวเขื่อน

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ