ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ (7 ต.ค.) หลังจากกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากโจมตีซาอุดีอาระเบีย ซึ่งส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 1.17% แตะที่ระดับ 101.76 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนพ.ย. พุ่งขึ้น 1.26% แตะที่ระดับ 90.57 ดอลลาร์/บาร์เรล
หน่วยงานด้านการบินของซาอุดีอาระเบียเปิดเผยในวันอังคาร (6 ต.ค.) ว่า ท่าอากาศยานในเมืองจาซานและเมืองนัจรานได้ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี 2 ครั้ง ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างกลุ่มฮูตีในเยเมนกับซาอุดีอาระเบีย
สถานการณ์ตึงเครียดดังกล่าวทำให้ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานชะงักงันในตะวันออกกลาง และส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น แม้มีสัญญาณบ่งชี้ว่าอุปทานน้ำมันเริ่มฟื้นตัวก็ตาม โดยเจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำมันที่ส่งผ่านท่อ East-West Pipeline อยู่ที่ระดับสูงถึง 5.8 ล้านบาร์เรล ณ ช่วงเช้าวันอังคาร
กลุ่มกบฏฮูตีได้ออกคำเตือนให้สายการบินนานาชาติหลีกเลี่ยงการใช้น่านฟ้าของซาอุดีอาระเบีย โดยระบุว่า น่านฟ้าของซาอุดีอาระเบียอาจกลายเป็นเขตปฏิบัติการทางทหาร ท่ามกลางการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างทั้งสองฝ่ายที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น
กลุ่มฮูตีกล่าวอ้างว่า เครื่องบินทหารของซาอุดีอาระเบียกำลังโจมตีพื้นที่ต่าง ๆ ในเยเมนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฮูตี ดังนั้น น่านฟ้าซาอุดีอาระเบียจึงไม่ปลอดภัยสำหรับเที่ยวบินพลเรือน
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข