เตือนภาคใต้รับมือฝนตกหนัก!! นายกฯ กำชับวางแผนระบายน้ำไร้รอยต่อ-โอนเยียวยาแล้วกว่า 94 ลบ.

ข่าวทั่วไป Wednesday October 7, 2026 11:35 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชนว่า จากการประเมินสถานการณ์ของ บกปภ.ช. พบว่า ปริมาณฝนโดยรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถรับมือได้ แต่ต้องเฝ้าระวังภาคใต้เป็นพิเศษ เนื่องจากคาดว่าจะมีฝนมากขึ้นในช่วงวันที่ 10-12 ต.ค. 69 ขณะที่วันที่ 9 ต.ค. 69 คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ นายกรัฐมนตรีกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยนำบทเรียนจากสถานการณ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่มาวางแผนล่วงหน้า เนื่องจากหากเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด อาจกระทบต่อซัพพลายเชนอาหารและน้ำดื่ม จึงต้องเร่งสร้างเครือข่ายรองรับการช่วยเหลือ โดยเฉพาะ น้ำดื่ม ต้องเตรียมให้เพียงพอ พร้อมจัดถุงยังชีพให้เหมาะกับสถานการณ์ โดยพื้นที่ที่ถูกตัดไฟให้เน้นอาหารสำเร็จรูปที่เปิดแล้วรับประทานได้ทันที ส่วนพื้นที่ที่ยังมีไฟฟ้าและน้ำประปาให้เน้นข้าวสารและอาหารแห้ง ทั้งนี้ให้ เข้าเร็ว ออกเร็ว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกำชับว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องไม่มองเฉพาะพื้นที่ของตนเอง แต่ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกับจังหวัดข้างเคียงที่มีเส้นทางน้ำเชื่อมต่อกัน ขณะที่ระดับกระทรวงต้องทำหน้าที่ประสานข้อมูลภาพรวม เพื่อให้สามารถวางแผนระบายน้ำข้ามพื้นที่และนำมวลน้ำไปสู่แหล่งรับน้ำทั้งบนผืนดินและทะเลได้อย่างเป็นระบบ พร้อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดประชุมติดตามสถานการณ์ทุกวัน และประชุมระดับย่อยระหว่างวันก่อนรวบรวมข้อมูลเข้าสู่การประชุมใหญ่ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยทหารและกรมชลประทาน โดยเฉพาะการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อให้การส่งต่อมวลน้ำระหว่างพื้นที่เป็นไปอย่างเชื่อมโยงและไร้รอยต่อ

ขอย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่สุ่มเสี่ยงทราบถึงบทเรียนจากเหตุการณ์อุทกภัยที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ในช่วงวันแรกของการเกิดภัยพิบัติห่วงโซ่อุปทานด้านอาหารจะหายไปทันที การสัญจรถูกตัดขาด หน่วยงานที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือไม่มีอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำรงชีวิต จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง แม้ว่าประชาชนจะมีศูนย์พักพิงแต่หากไม่มีอาหารและน้ำดื่มจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ดังนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องเร่งเตรียมการและสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบเพื่อให้เกิดการสนับสนุนซึ่งกันและกัน นายอนุทิน กล่าว

ส่วนสถานการณ์น้ำท่าในแม่น้ำ ภาพรวมมีแนวโน้มทรงตัวถึงลดลง โดยเขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กรมชลประทานจึงเตรียมพิจารณาปรับลดการระบายน้ำในระยะต่อไป

สำหรับแม่น้ำแม่กลอง หลังระดับน้ำเพิ่มสูงและส่งผลกระทบต่อพื้นที่กาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม มีการปรับลดการระบายน้ำจากเดิมมากกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มาอยู่ที่ระดับกว่า 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์และอาจปรับการระบายน้ำให้เหมาะสม

ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 82% ของความจุ โดยเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนห้วยด่าน มีปริมาณน้ำอยู่ในระดับเต็มหรือใกล้เต็มความจุ พร้อมเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงบ่ายของทุกวัน ซึ่งคาดว่าจะต่อเนื่องถึงวันที่ 10 ตุลาคม

สำหรับกรณีสุกรตายประมาณ 2,000 ตัวในจังหวัดปราจีนบุรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์เร่งดำเนินการฝังกลบแล้วประมาณ 1,500 ตัว และจะเร่งดำเนินการส่วนที่เหลืออีกประมาณ 500 ตัวให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ โดยดำเนินการตามมาตรการด้านสุขอนามัยและควบคุมเชื้ออย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อและลดปัญหากลิ่น

*โอนเยียวยาแล้ว 10,400 ครัวเรือน กว่า 94 ลบ.

ปัจจุบันได้โอนเงินเยียวยาตามเกณฑ์ 9,000 บาท ให้กับประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายเกิน 7 วันแล้ว จำนวนกว่า 1 หมื่นครัวเรือน คิดเป็นเงินกว่า 94 ล้านบาท โดยให้ดำเนินการตามหลัก First Come First Serve เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

*เร่งกำจัดซากสุกร

สำหรับกรณีสุกรตายประมาณ 2,000 ตัวในจังหวัดปราจีนบุรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์เร่งดำเนินการฝังกลบแล้วประมาณ 1,500 ตัว และจะเร่งดำเนินการส่วนที่เหลืออีกประมาณ 500 ตัวให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ โดยดำเนินการตามมาตรการด้านสุขอนามัยและควบคุมเชื้ออย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อและลดปัญหากลิ่น

*ข้อสั่งการนายกฯ

1. เพิ่มมาตรการสร้างการรับรู้สู่ประชาชน ให้จังหวัดที่ยังคงมีสถานการณ์เพิ่มการสื่อสารและทำความเข้าใจให้ประชาชนรับรู้ว่าเกิดสถานการณ์จากอะไร ภาครัฐกำลังดำเนินการอย่างไร ประชาชนควรปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อความปลอดภัย และสามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านช่องทางใด เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและลดความกังวลจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์

2. ป้องกันความขัดแย้ง ให้ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และตำรวจ ร่วมกันสแกนพื้นที่เสี่ยงที่อาจเกิดความขัดแย้งจากการระบายน้ำหรือการทำคันกั้นน้ำ พร้อมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน และป้องกันไม่ให้การบริหารจัดการน้ำกลายเป็นสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างพื้นที่

3. วางแผนระบายมวลน้ำระหว่างจังหวัดแบบไร้รอยต่อ ให้จังหวัดที่มีสถานการณ์และมีเส้นทางน้ำเชื่อมต่อกันกำหนดแผนร่วมกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลและบูรณาการกับหน่วยทหารและกรมชลประทานในการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อส่งต่อมวลน้ำอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และลดผลกระทบต่อประชาชนในแต่ละพื้นที่

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ