บมจ.ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น [QUICK] กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 32 ล้านหุ้น ที่หุ้นละ 5.65 บาท จากมูลค่าที่ตราไว้ (Par) หุ้นละ 0.50 บาท ในช่วงวันที่ 9, 12 และ 14 ต.ค.นี้ คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry) เทคโนโลยี หมวดธุรกิจ (Sector) เทคโนโลยี ในวันที่ 21 ต.ค. นี้ เพื่อระดมทุนรองรับการขยายธุรกิจ ท่ามกลางแนวโน้มอุตสาหกรรมดิจิทัลที่เติบโตต่อเนื่อง
การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO พิจารณาจากอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทฯ (P/E) ทั้งนี้ ราคาหุ้นละ 5.65 บาท คิดเป็น P/E เท่ากับ 8.29 เท่า คำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลังหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทหลัง IPO ซึ่งเท่ากับ 102.00 ล้านหุ้น (Fully Diluted) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับประมาณ 0.68 บาทต่อหุ้น
QUICK ดำเนินธุรกิจให้บริการที่ปรึกษาและติดตั้งระบบดิจิทัลแบบครบวงจร (End-to-End Digital Transformation Provider) ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง ไปจนถึงการดูแลระบบ โดยมีความเชี่ยวชาญหลักด้านระบบ ERP ที่ตอบโจทย์องค์กรทุกขนาด ด้วยประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกว่า 20 ปี บริษัทมุ่งนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของลูกค้า ดังนั้น ปรัชญาดังกล่าวสะท้อนผ่านชื่อ QUICK ที่สื่อถึงความสำคัญของเวลา ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในการขับเคลื่อนธุรกิจ
*วัตถุประสงค์ระดมทุน
1.ใช้ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ (R&D) 32.88 ล้านบาท บริษัทฯ มีแผนลงทุนเพื่อพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทฯ เช่น Quick MES, Quick PM, Quick Carbon R, Quick CRM และ Qoot AI และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบ ERP และอุปกรณ์ IoT (IoT Integration) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการของบริษัทฯ ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ซึ่งรวมถึงการต่อยอดผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นของบริษัทฯ เกี่ยวกับระบบบริหารจัดการการขนส่ง (Transportation Management System: TMS) ระบบปฏิบัติการคลังสินค้า (Warehouse Execution System: WES) ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (Hospital Information System: HIS) และระบบ Smart Factory ซึ่งครอบคลุมถึงระบบการทำงานอัตโนมัติ (Robotic Process Automation: RPA) และ AI-Based Automation และระบบวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ (Business Intelligence) เพื่อรองรับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมและทางการพัฒนาอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิทัล
2.ใช้ในการพัฒนาโครงการฝึกอบรมบุคลากรทั้งภายในและภายนอกบริษัทฯ (Academy & Talent Pool Program) 32.88 ล้านบาท บริษัทฯ มีแผนพัฒนา Quick Academy ซึ่งเป็นโครงการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร โดยจะดำเนินการจัดอบรม ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ ในรูปแบบห้องเรียน (Classroom Training) และการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีและการบริหารโครงการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ทั้งนี้ การฝึกอบรมภายใต้ Quick Academy จะครอบคลุมเนื้อหาด้านเทคโนโลยีเฉพาะทาง เช่น ระบบ IoT, AI, ระบบ ERP รวมถึงการอบรม Reskill และ Upskill เพื่อเสริมศักยภาพบุคลากรให้สามารถพัฒนาทักษะได้อย่างต่อเนื่องและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งแผนดังกล่าวรวมถึงการสร้าง Talent Pool ที่มีความเชี่ยวชาญและทักษะสอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของบริษัทฯ และความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างความพร้อมด้านบุคลากรและสนับสนุนแผนการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ในระยะยาว รวมถึงการจัดตั้งเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย (Dealer Program) เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทฯ เช่น Quick MES, Quick PM และ Quick Carbon R เป็นต้น
3.ใช้เพื่อการลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Investment) 32.88 ล้านบาท บริษัทฯ มีแผนลงทุนในธุรกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องและสอดคล้องกับธุรกิจหลักของบริษัทฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่ม และขยายฐานลูกค้า
4.ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนทั่วไปในการดำเนินงานของบริษัทฯ (Working Capital) 65.78 ล้านบาท บริษัทฯ มีแผนจัดสรรเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประจำ อาทิ ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ค่าใช้จ่ายบุคลากร ค่าใช้จ่ายดำเนินการทั่วไป และเงินทุนหมุนเวียนอื่น ๆ เพื่อให้บริษัทฯ สามารถบริหารสภาพคล่องในการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ บริษัทฯ ขยายเครือข่ายทางธุรกิจผ่านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Partner Network) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี โดยให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ระดับโลก (Global Technology Partner) หรือผู้ให้บริการระบบอุตสาหกรรมขั้นสูง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ (Product Portfolio) ของบริษัทฯ ให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง บริษัทฯ มีแผนที่จะจัดตั้งเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย (Dealer Network) เพื่อขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายกลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นเอง (Quick Products) และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้า
อีกทั้ง บริษัทฯ มีแผนขยายทีมงานด้าน AI & Data เพื่อรองรับการพัฒนาโซลูชันและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก โดยจะเพิ่มบุคลากรในตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง เช่น Data Engineer, Data Analyst และ AI Engineer เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการของลูกค้า และการต่อยอดบริการด้านเทคโนโลยีขั้นสูง อันจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นางยอดฤดี สันตติกุล กรรมการบริหารและผู้บริหารสูงสุดสายงานตลาดทุน บล.เอเซีย พลัส ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ของ QUICK เปิดเผยว่า QUICK เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 32,000,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 31.37% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขาย โดยกำหนดราคาเสนอขายที่หุ้นละ 5.65 บาท และเปิดให้นักลงทุนจองซื้อในวันที่ 9, 12 และ 14 ตุลาคม 2569 และคาดว่าจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ในชื่อย่อหลักทรัพย์ว่า QUICK
สำหรับการเสนอขายครั้งนี้ มี บริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเซอรี จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ร่วมกับ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) และ บล.บีวายดีเอช ในฐานะผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
ราคาเสนอขายดังกล่าวคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) ภายหลังการเสนอขายหุ้น (Fully Diluted) ที่ 8.29 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน ศักยภาพการเติบโตของบริษัท ภาวะตลาดทุน และการเปรียบเทียบกับบริษัทจดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจใกล้เคียงกัน โดยมองว่า QUICK มีโอกาสเติบโตจากความต้องการด้าน Digital Transformation และ AI ของภาคธุรกิจ รวมถึงการต่อยอดซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนความน่าสนใจของหุ้น QUICK ในช่วงเดินสายให้ข้อมูลต่อนักลงทุนในงานโรดโชว์ และในช่วงการเสนอขายหุ้น IPO
นางสาวจิรยง อนุมานราชธน ประธานกรรมการ บริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเซอรี จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า QUICK มีจุดแข็งจากประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมายาวนานกว่า 20 ปี และพัฒนาธุรกิจจากความเชี่ยวชาญด้านระบบ ERP ไปสู่การให้บริการ Digital Transformation แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง ไปจนถึงการดูแลระบบหลังการติดตั้ง
นอกจากนี้ QUICK ยังเป็น Solutions Partner ของ Microsoft และให้บริการโซลูชันบนแพลตฟอร์ม Microsoft Dynamics 365 ขณะเดียวกันได้ต่อยอดความเชี่ยวชาญสู่การเชื่อมโยงเทคโนโลยี 3 ด้าน ได้แก่ IT, IoT และ AI เพื่อให้ข้อมูลจากระบบบริหารองค์กร กระบวนการผลิต และเครื่องจักร สามารถเชื่อมโยงและนำมาวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งต่อไปในอนาคต
นายไพศาล แซ่ลี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร QUICK กล่าวว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพของบริษัท เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรมที่กำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งปัจจุบันองค์กรให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการทำงาน และช่วยให้สามารถตัดสินใจทางธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น
บริษัทมีแผนใช้เงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้น IPO สุทธิประมาณ 164.42 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ โดยแบ่งเป็นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชัน (R&D) จำนวน 32.88 ล้านบาท การพัฒนา Academy & Talent Pool Program จำนวน 32.88 ล้านบาท การลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Investment) ในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลัก จำนวน 32.88 ล้านบาท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) จำนวน 65.78 ล้านบาท
โดยเงินระดมทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ QUICK ต่อยอดจากฐานความเชี่ยวชาญด้าน ERP ไปสู่ผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่พัฒนาขึ้นเอง อาทิ Quick MES, Quick PM, Quick Carbon R, Quick CRM และ Qoot AI พร้อมเชื่อมโยง ERP, IoT และ AI เข้าด้วยกัน เพื่อขยายโอกาสในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการเสริมทีมเทคโนโลยีและ AI & Data ตลอดจนขยายเครือข่าย Dealer, Partner และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าองค์กรได้กว้างขึ้น และสร้างโอกาสรายได้จากทั้งโครงการใหม่และรายได้ต่อเนื่องจากฐานลูกค้าเดิม พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุน เพื่อรองรับโอกาสจากการลงทุนและการขยายธุรกิจในระยะต่อไป
ด้านผลการดำเนินงาน QUICK มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 25662568 บริษัทมีรายได้รวม 229.74 ล้านบาท 240.78 ล้านบาท และ 301.44 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 34.49 ล้านบาท 42.71 ล้านบาท และ 51.97 ล้านบาท ตามลำดับ ล่าสุดงวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีรายได้รวม 166.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 34.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105.10% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 47.49% จาก 42.01% และอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 20.51% จาก 12.71% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการเติบโตของรายได้ควบคู่กับความสามารถในการทำกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น
การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้จากการขายและการให้บริการ โดยเฉพาะหน่วยธุรกิจ Business Solutions ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 87% ของรายได้จากการขายและการให้บริการ โดยให้บริการออกแบบ ติดตั้ง และพัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กร โดยมี ERP จาก Microsoft เป็นแกนสำคัญ พร้อมต่อยอดการนำ AI เข้ามาผสานกับระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าให้กับการดำเนินงานของลูกค้า สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการย้ายระบบงานหลักขึ้นสู่ Cloud ในประเทศไทย ซึ่งมีการลงทุนใน Data Center และ Public Cloud เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้ Data Analytics และ AI ของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้องค์กรปรับปรุงระบบ ERP เพื่อรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึก และเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจของ QUICK
ในระยะต่อไป