ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลลาร์แข็งค่า หลังบอนด์ยีลด์พุ่ง เก็งเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีกปีนี้

ข่าวต่างประเทศ Thursday October 8, 2026 07:06 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพุธ (7 ต.ค.) หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในปีนี้

ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.4% แตะที่ระดับ 102.242

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.833 ฟรังก์ จากระดับ 0.8313 ฟรังก์ในวันอังคาร (6 ต.ค.) และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4256 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4209 ดอลลาร์แคนาดา แต่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 157.96 เยน จากระดับ 158.12 เยน

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1199 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1261 ดอลลาร์ ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3219 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3277 ดอลลาร์

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.350% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2545 โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเภทดังกล่าวเป็นอัตราอ้างอิงหลักสำหรับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเภทอื่น ๆ ปรับตัวขึ้นด้วย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.724% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งมักจะปรับตัวตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟดปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.818%

ความกังวลเกี่ยวกับอุปทานชะงักงันอันเนื่องมาจากสงครามอิหร่านได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง และเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางจะขยายวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นเวลานานขึ้น ซึ่งความกังวลดังกล่าว ประกอบกับหนี้ภาคเอกชนและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนั้น ได้จุดชนวนให้เกิดการเทขายพันธบัตรทั่วโลก และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น

ส่วนรายงานการประชุมประจำเดือนก.ย.ของเฟดซึ่งตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดนั้น ระบุว่า กรรมการเฟดมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเหตุผลในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ โดยกรรมการบางส่วนมองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจำกัดผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน ขณะที่บางส่วนเห็นว่าจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์

เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 17.2% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนต.ค. ซึ่งลดลงจากระดับ 37.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 85% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.

โดย รัตนา พงศ์ทวิช


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ