นายวชิร คูณทวีเทพ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC INDEX) เดือนก.ย. 69 ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจ และหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจในช่วงวันที่ 22-30 ก.ย. 69 ซึ่งได้รวมผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ไว้แล้ว พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 41.2 ปรับตัวลดลงจากเดือนส.ค. 69 ซึ่งที่อยู่ที่ระดับ 41.8 โดยลดลงครั้งแรกในรอบ 3 เดือน
นายวชิร กล่าวว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เกือบทุกจังหวัด มองว่าสถานการณ์ในเดือนก.ย. แย่ลงจากเดือนก่อนหน้า เศรษฐกิจในภาพรวมแย่ลงกว่าที่ผ่านมา และไม่พบสัญญาณที่ชัดเจนในเรื่องการลงทุนของเอกชน เนื่องจากมีความกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ขณะที่หากมองไปในอนาคตอีก 6 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการเชื่อว่าสถานการณ์อาจดีขึ้นเล็กน้อยจากปัจจุบัน เนื่องจากยังไม่มีความมั่นใจว่าการบริโภคจะกลับมาได้หรือไม่ เพราะโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) รอบใหม่นี้ จะสิ้นสุดในเดือนพ.ย.69 จึงไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นขึ้นได้มากน้อยเพียงใด และมองว่าการบริโภคอาจไม่ดีขึ้น
จึงเป็นโจทย์ของรัฐบาล ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคหรือไม่ อย่างไร และทำให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคักได้มากน้อยอย่างไร ในขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในปัจจุบัน รัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเร็วแค่ไหนในแต่ละพื้นที่ นายวชิร กล่าว
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ในแต่ละภูมิภาค เป็นดังนี้
กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 42.8 ลดลงจากเดือนส.ค. ซึ่งอยู่ที่ 43.4
ภาคกลาง อยู่ที่ 41.4 ลดลงจากเดือนส.ค. ซึ่งอยู่ที่ 42.0
ภาคตะวันออก อยู่ที่ 46.0 ลดลงจากเดือนส.ค. ซึ่งอยู่ที่ 46.5
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 37.7 ลดลงจากเดือนส.ค. ซึ่งอยู่ที่ 38.2
ภาคเหนือ อยู่ที่ 42.7 ลดลงจากเดือนส.ค. ซึ่งอยู่ที่ 43.1
ภาคใต้ อยู่ที่ 41.4 ลดลงจากเดือนส.ค. ซึ่งอยู่ที่ 41.9
*ปัจจัยลบ ที่ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือน ก.ย. ปรับตัวลดลง
ความกังวลและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมถึงจังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ ที่ได้สร้างความเสียหาย
ความกังวลต่อเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงยังรู้สึกว่ารายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น
เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย จากระดับ 33.015 บาท/ดอลลาร์ ณ สิ้นเดือน ส.ค. 69 เป็น 33.222 บาท/ดอลลาร์ ณ สิ้นเดือน ก.ย. 69
SET Index เดือน ก.ย. 69 ปรับตัวลดลง 36.15 จุด จาก 1,595.16 ณ สิ้นเดือน ส.ค. 69 เป็น 1,559.01 ณ สิ้นเดือน ก.ย. 69
ปัญหาปัจจัยต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังคงส่งผลกระทบต่อภาคการจ้างงานและสภาพคล่องของธุรกิจ
ภาคธุรกิจมีความกังวลกับต้นทุนปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาทิ ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และปุ๋ยทางการเกษตร
ความกังวลต่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของราคาพลังงาน อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตลอดจนสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังคงสร้างความเสี่ยงเป็นระยะ
ราคาน้ำมันขายปลีกแก๊สโซฮอล ออกเทน 91 (E10) และแก๊สโซฮอล ออกเทน 95 ในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 2.25 บาท/ลิตร จากเดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 39.57 และ 39.94 บาท/ลิตร และราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.05 บาท/ลิตร จากเดือนที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ระดับ 41.44 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือน ก.ย. 69
สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายไทย-กัมพูชา แม้ว่าจะมีการเจรจาหยุดยิงก็ตาม แต่ยังส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักทางการค้าขายบริเวณชายแดนมาอย่างต่อเนื่อง
*ข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา
การบริหารจัดการน้ำ และเยียวยาอุทกภัย โดยบูรณาการระบบเตือนภัยล่วงหน้า เร่งระบายน้ำ พร้อมออกมาตรการชดเชยและฟื้นฟูพื้นที่เกษตร และสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที
บริหารจัดการต้นทุนการผลิตและราคาผลผลิตเกษตร ควบคุมราคาพลังงานและปุ๋ย ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพราคาพืชผลช่วงฤดูเก็บเกี่ยว
กระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี ต้องประชาสัมพันธ์อีเวนต์ระดับภูมิภาค อาทิ งานพืชสวนโลก และทำตลาดเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง
เสริมสภาพคล่องและแก้หนี้เชิงรุก โดยปรับโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือน และ SME เติมสภาพคล่องดอกเบี้ยต่ำ เพื่อประคองกำลังซื้อและป้องกันหนี้เสีย
ดูแลเสถียรภาพค่าเงินและการค้าต่างประเทศ รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ พร้อมหนุนการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
ผลักดันเม็ดเงินงบลงทุนภาครัฐลงสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง และเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์