น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในตลาดยุโรป และตะวันออกกลาง ผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) และการผลักดันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (CEPA ไทย-UAE) เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าและผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
น.ส.ลลิดา ย้ำว่า ทั้งสองความตกลงยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า แต่ยังไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่ ภายใต้ความตกลงดังกล่าวได้ในขณะนี้
ทั้งนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ได้เปิดเผยความคืบหน้าการเจรจา FTA ไทยEU รอบที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 ก.ย.6 ต.ค. 69 ณ จังหวัดภูเก็ต โดยการเจรจาข้อบทมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในหลายประเด็น อาทิ มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช พลังงานและวัตถุดิบ และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า
ขณะที่การเปิดตลาดสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีความคืบหน้าในการแลกเปลี่ยนข้อเสนอ แต่ยังมีประเด็นคงค้างที่ต้องหารือเพิ่มเติม โดยทั้งสองฝ่ายยังคงตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569 ควบคู่กับการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ และผลกระทบต่อสินค้าและสาขาธุรกิจที่มีความอ่อนไหว
สำหรับตลาดตะวันออกกลาง นางศุภจีได้หารือกับ รมว.การค้าต่างประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 23 ก.ย.69 ณ สำนักงานผู้แทนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประจำสหประชาชาติ เพื่อติดตามความคืบหน้าการจัดทำ CEPA ไทย-UAE พร้อมหารือการขยายความร่วมมือด้านการลงทุน และการเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ จะเร่งประสานความร่วมมือเพื่อผลักดันความตกลง ดึงดูดการลงทุนจาก UAE และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า สหภาพยุโรป และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่างเป็นตลาดการค้าที่สำคัญของไทย โดยข้อมูลปี 2568 ของกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สหภาพยุโรป เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นคู่ค้าอันดับ 8 และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) และตะวันออกกลาง โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยในทั้งสองตลาด ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการขยายตลาดสินค้าไทยในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การเจรจา FTA ไทย-EU และ CEPA ไทย-UAE ยังไม่ถือเป็นการเปิดใช้สิทธิทางภาษีใหม่ ผู้ประกอบการจึงควรใช้ช่วงเวลานี้เตรียมความพร้อม โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ควรศึกษาข้อมูลสินค้า และประเทศปลายทาง ตรวจสอบมาตรฐานและเงื่อนไขการนำเข้า ต้นทุนการผลิต ตลอดจนจัดเตรียมหลักฐานแหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิต เพื่อรองรับการใช้สิทธิภายใต้ความตกลงเมื่อมีผลบังคับใช้
รัฐบาล ต้องการให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ไม่จำเป็นต้องรอจนความตกลงมีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และเงื่อนไขการเข้าสู่ตลาด เพราะเมื่อการเจรจาได้ข้อสรุป และความตกลงมีผลใช้บังคับแล้ว ผู้ประกอบการที่เตรียมพร้อม จะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น น.ส.ลลิดา กล่าว
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการต้องแยกให้ชัด ระหว่างความคืบหน้าของการเจรจา การลงนาม และการมีผลใช้บังคับของความตกลง โดยเฉพาะข้อเสนอเกี่ยวกับการเปิดตลาด และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า ที่ยังอยู่ระหว่างการหารือ ไม่ควรนำมาใช้เป็นเงื่อนไขสุดท้ายในการคำนวณราคาขาย หรือทำสัญญาทางการค้า จนกว่าจะมีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกัน การผลักดัน CEPA ไทย-UAE เป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดยเฉพาะ ไม่ได้หมายความว่าสินค้าไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าครอบคลุมทุกประเทศในตะวันออกกลาง หรือประเทศอาหรับ ผู้ประกอบการจึงต้องตรวจสอบประเทศปลายทาง และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการวางแผนธุรกิจ
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขยายตลาดใหม่ ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ โดยการเจรจาทั้งสองกรอบ จะต้องคำนึงถึงความสมดุล และผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และภาคธุรกิจที่มีความอ่อนไหว พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถวางแผนการผลิต การลงทุน และการส่งออกได้อย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก น.ส.ลลิดา กล่าว
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์