นายกฯ ถกผู้ว่าฯภาคใต้ เตรียมรับฝนระลอกใหม่ถึงสิ้น ต.ค. กาง 7 แนวทางรับมือ

ข่าวทั่วไป Saturday October 10, 2026 18:31 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ ที่โรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้มาปฏิบัติภารกิจในการรับเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่จังหวัดปัตตานี จึงถือโอกาสนี้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ เพราะจากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาแสดงให้เห็นว่า ตอนนี้หลายจังหวัดยังมีความเสี่ยงประสบอุทกภัยจากปริมาณน้ำฝนที่จะตกชุกครอบคลุมแทบทุกจังหวัดในภาคใต้ โดยเริ่มมาจากจังหวัดเพชรบุรีถึงประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่ในห้วงเวลานี้จนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2569

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการประชุมซักซ้อมเตรียมรับมือสถานการณ์อุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้น โดยขอย้ำว่า ไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว จะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร เพราะดูแล้ว ยังไม่มีวี่แววจะลดลง

การเตรียมพร้อมคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้ในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความพร้อมในการดูแลประชาชน ด้วยการคาดการณ์สถานการณ์ได้ล่วงหน้าและมีการเตรียมการศูนย์พักพิงเพื่ออพยพผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ โดยจำแนกตามอาการป่วยไปยังสถานพยาบาลต่าง ๆ เพื่อให้เขาปลอดภัยนายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า หลักการคือ ต้องไม่มีพื้นที่ไหนที่ถูกละเลย การสื่อสารกับพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยการสื่อสารที่ทั่วถึง เข้าใจง่าย ใช้ถ้อยคำภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจทันที เป็นภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจ เพื่อให้ประชาชนมีความพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ได้

ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการน้ำ ต้องสื่อสารกันระหว่างรอยต่อพื้นที่ต่อพื้นที่ด้วย เพื่อที่จะให้พื้นที่ที่รับน้ำต่อเตรียมความพร้อมการแจ้งเตือน และการดูแลประชาชน ซึ่งจะลดความรุนแรงในพื้นที่ต่าง ๆ และลดความขัดแย้งในพื้นที่ได้ โดยเน้นย้ำการเข้าไปช่วยให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยในชีวิตและได้รับการดูแลให้อยู่ในที่ปลอดภัย มีปัจจัย 4 ครบถ้วน ไม่ขาดตกบกพร่อง

ทั้งนี้ หากเกิดสถานการณ์ จุดวิกฤติที่สุดก็คือ เมื่อปริมาณน้ำมาถึง การเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางต้องดำเนินการอย่างทันท่วงที รวมถึงการดูแลห่วงโซ่อาหาร (Supply Chain) ทั้งวัตถุดิบ อาหารสด เนื้อ ผัก ไข่ น้ำมันพืช แก๊ส เครื่องปรุง ต้องมีการประสานผู้ประกอบการอาหาร ผู้ประกอบการขนส่ง ทั้งอาหาร อุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย พวกปั๊มน้ำ เครื่องสูบน้ำ เรือยนต์ หรือยานพาหนะต่างๆไว้เป็นการล่วงหน้า

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการ 7 แนวทางเตรียมความบริหารจัดการสถานการณ์ อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่

1. ติดตาม และประเมินสถานการณ์ กำหนดพื้นที่เสี่ยง จุดเฝ้าระวัง ทบทวนข้อมูลพื้นที่ที่เคยประสบภัย พื้นที่ลุ่มต่ำ จุดระบายน้ำสำคัญ เส้นทางคมนาคมและพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ

2. ตรวจสอบและปรับปรุงระบบการระบายน้ำ อาทิ คู คลอง ประตูระบายน้ำ สิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมแก้ไขจุดเสี่ยงที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ

3. เตรียมพร้อมด้านกำลังพลและทรัพยากร รวมถึงแผนสนับสนุน ต้องมีการจัดทำและบูรณาการทรัพยากรระหว่างพื้นที่ โดยแต่ละจังหวัดจะต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและให้ความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อนหรือส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่น และสามารถบูรณาการความช่วยเหลือระหว่างพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การอพยพและการแจ้งเตือนประชาชน ให้ทบทวนจุดอพยพ ศูนย์พักพิงชั่วคราว เส้นทางอพยพ การดูแลกลุ่มเปราะบาง และช่องทางการสื่อสารแจ้งเตือน โดยให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. กำกับติดตามและรายงานผลการดำเนินงาน การเตรียมความพร้อม ปัญหาอุปสรรค และความต้องการรับการสนับสนุนมายังกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย

6. ประชาสัมพันธ์ช่องทางการแจ้งเหตุฉุกเฉินและช่องทางติดต่อหน่วยงานภาครัฐให้ชัดเจน

7. จัดตั้ง ศูนย์เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ของแต่ละหน่วยงานตามภารกิจและความรับผิดชอบ เพื่อบูรณาการการปฏิบัติงาน การประสานงาน และการสนับสนุนทรัพยากร ให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ

โดย ฐานิสร์ ทองนอก


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ