ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้าวันนี้ (12 ต.ค.) หลังมีรายงานว่าท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิด ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย ถูกโจมตีโดยกลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยอิหร่าน และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10 ราย รวมทั้งข่าวการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. ปรับตัวขึ้น 0.26% สู่ระดับประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมัน WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 0.16% แตะที่ระดับประมาณ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กลุ่มฮูตีได้ก่อเหตุโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิดในกรุงริยาดอีกระลอกในอาทิตย์ (11 ต.ค.) หลังจากที่ได้โจมตีพื้นที่ดังกล่าวเมื่อวันเสาร์ (10 ต.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 12 ราย นอกจากนี้ หน่วยปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่า เกิดเหตุโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ท่าเรือโซฮาร์ นอกชายฝั่งโอมาน ซึ่งอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศว่า รัสเซียและยูเครนได้บรรลุข้อตกลงพักรบด้านพลังงานแล้ว โดยเขาโพสต์ข้อความบน Truth Social ในวันอาทิตย์ (11 ต.ค.) การหยุดยิงด้านพลังงานในสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนมีผลบังคับใช้โดยทันที ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันแล้ว อย่าละเมิดข้อตกลงนี้!
อย่างไรก็ตาม ปธน.ทรัมป์ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงที่กล่าวอ้างดังกล่าว ในขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน เปิดเผยกับสำนักข่าว Axios ของสหรัฐฯ ว่า การประกาศของปธน.ทรัมป์ ถือเป็นข่าวใหม่สำหรับผม
นอกจากนี้ ผู้นำยูเครนกล่าวว่า เรากำลังรอฟังรายละเอียดเพิ่มเติมจากฝ่ายสหรัฐฯ และในส่วนของยูเครนนั้น เราพร้อมที่จะสนับสนุนขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อลดความตึงเครียด ปกป้องชีวิตผู้คน ตลอดจนการตัดสินใจที่จำเป็นเพื่อยุติสงคราม และสร้างหลักประกันสันติภาพที่ยั่งยืน
โดย รัตนา พงศ์ทวิช