น้ำท่วมหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย รัฐบาลเร่งเยียวยา-ฟื้นฟู จับตาฝนลงใต้

ข่าวทั่วไป Monday October 12, 2026 14:41 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC
) ถึงแนวโน้มสภาพอากาศในสัปดาห์นี้ ช่วงวันที่ 12-13 ตุลาคม กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่า จะมีฝนตกในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคใต้ฝั่งตะวันตก โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก ได้แก่ ภาคใต้และจังหวัดเพชรบุรี

ส่วนช่วงวันที่ 14-15 ตุลาคม มีแนวโน้มฝนตกหนักบริเวณจังหวัดอุทัยธานี ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และภาคใต้ แต่คาดว่าปริมาณฝนจะไม่มากเท่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่ช่วงปลายสัปดาห์ วันที่ 16-18 ตุลาคม ฝนจะเคลื่อนลงไปยังพื้นที่ภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน โดยจังหวัดที่อาจมีฝนตกหนัก ได้แก่ กระบี่ พังงา ระนอง ตรัง รวมถึงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

*กรมชลประทาน ลดระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 1,900 ลบ.ม.ต่อวินาที

นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำ 2-3 วันที่ผ่านมา มีปริมาณฝนตกที่ จ.กำแพงเพชร ทำให้แม่น้ำปิงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างช้าๆ ไม่มากนัก และได้ประเมินสถานการณ์ว่าสามารถลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาได้ จาก 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากสถานการณ์ดังกล่าวมีการลดน้ำเข้าระบบชลประทาน ทั้งคลองชัยนาท-ป่าสัก แม่น้ำน้อย เพื่อลดผลกระทบในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ที่ไม่ได้ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ปัจจุบันเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ต่ำกว่าระดับเก็บกัก มีช่องว่างเพียงพอในการบริหารจัดการ มีการลดการระบายน้ำสู่แม่น้ำป่าสัก ทำให้ปริมาณน้ำที่จะมารวมกันบริเวณวัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา น้อยลง

ส่วนการบริหารน้ำในเชิงระบบทุ่งเจ้าพระยาในฝั่งตะวันออก ปัจจุบันมีน้ำจาก อ.องครักษ์ จ.นครนายก มายัง จ.ปทุมธานี ทางกรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และฝ่ายปกครองจะร่วมกันบูรณาการในการบริหารจัดการเชิงระบบและพื้นที่ในเขตคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ทั้งคลอง 13-15 ระบายสู่อ่าวไทย และการผันน้ำเข้าระบบผ่านคลองรังสิตออกสถานีสูบน้ำปากคลองรังสิตและลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ยืนยันว่า จะบริหารจัดการน้ำเพื่อพยายามผ่อนคลายในพื้นที่น้ำท่วมขังหลายพื้นที่เพื่อให้สมดุลกัน

สำหรับพื้นที่ภาคตะวันตก ยังคงการระบายน้ำซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ แต่ปริมาณน้ำฝนตกที่ตก อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เป็นไปตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ไว้ ทำให้เขื่อนแม่กลองยังคงการระบายน้ำอยู่ที่ 900-1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย ซึ่งชุมชนริมน้ำบางแห่งอาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่ไม่มากนัก โดยจะต้องมีการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ส่วนลุ่มน้ำเพชรบุรี เมื่อช่วงเสาร์ อาทิตย์ ที่ผ่านมามีฝนตกท้ายเขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนแม่ประจันต์ ทำให้สถานการณ์น้ำมาเติมในแม่น้ำเพชรบุรีมากขึ้น ซึ่งอธิบดีกรมชลประทานได้ลงพื้นที่สั่งการบริหารจัดการ แม้ปัจจุบันน้ำในเขื่อนแก่งกระจานจะอยู่ที่ 102% แต่ลดการระบายอยู่ที่ 68 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะเป็นการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อตัวเมืองเพชรบุรี แต่อาจกระทบกับพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ

*รัฐบาลเร่งจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย โอนสำเร็จแล้วกว่า 1.1 แสนครัวเรือน

น.ส.ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัยดำเนินการควบคู่กันในหลายส่วน โดยส่วนที่ 1 เป็นเงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ข้อมูล ณ วันที่ 11 ต.ค.69 จังหวัดที่ใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินตามระเบียบกระทรวงการคลังแล้ว 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ลำปาง น่าน นครพนม แม่ฮ่องสอน นครนายก และนครสวรรค์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 55,826,710.70 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นการช่วยเหลือด้านการดำรงชีพของประชาชน

ส่วนที่ 2 เป็นเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรีสำหรับผู้ประสบภัยในช่วงฤดูฝนปี 2569 หรือเงินเยียวยา 9,000 บาทและ 5,000 บาท ข้อมูล ณ วันที่ 12 ต.ค.69 ปภ. ได้รับข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองแล้ว 163,980 ครัวเรือน โดยโอนเงินสำเร็จแล้ว 111,004 ครัวเรือน รวมเป็นเงินกว่า 917 ล้านบาท

สำหรับการโอนเงินเยียวยาล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ต.ค.69 ครอบคลุมกรุงเทพมหานคร ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา พิจิตร และนครปฐม รวม 36,463 ครัวเรือน เป็นเงิน 282,219,000 บาท

สำหรับวันที่ 12 ตุลาคม 2569 เป็นการโอนครั้งที่ 5 มีแผนโอนเงินเยียวยาให้ประชาชน 50,718 ครัวเรือน รวมเป็นเงินประมาณ 378 ล้านบาท ขณะที่ยังมีข้อมูลประมาณ 2,258 ครัวเรือนที่ไม่สามารถโอนเงินได้ เนื่องจากไม่พบการผูกบัญชีกับเลขประจำตัวประชาชน/พร้อมเพย์ หรือใช้ชื่อบุคคลที่เสียชีวิตแล้วในการลงทะเบียน

*กรุงเทพฯ เร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออก ฟื้นฟูชุมชนร่มเกล้า

ด้านนายวิษณุ เจริญ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรมระบบระบายน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึง การบริหารจัดการน้ำและสถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครยังมีถนนที่มีน้ำท่วมขัง 1 จุด บริเวณใต้สะพานคลอง 3 วา ระดับน้ำประมาณ 1015 เซนติเมตร จึงขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจร โดยคาดว่า จะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ภายในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานครประกาศปรับลดพื้นที่ประสบภัยในกรุงเทพมหานครเหลือ 8 เขต เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ได้แก่ เขตคลองสามวา เขตบึงกุ่ม เขตประเวศ เขตมีนบุรี เขตลาดกระบัง เขตสะพานสูง เขตสายไหม และเขตหนองจอก

สำหรับสถานการณ์น้ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง หากระดับน้ำในคลองสายหลักด้านตะวันออกลดลงสู่ระดับปกติและยังมีศักยภาพรองรับน้ำเพิ่มเติม จะเปิดรับน้ำจากพื้นที่ภายนอกเพื่อช่วยระบายน้ำผ่านระบบคลองของกรุงเทพมหานคร

ด้านการฟื้นฟูพื้นที่เขตลาดกระบัง โดยเฉพาะชุมชนร่มเกล้า กรุงเทพมหานครระดมเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน พร้อมเครื่องจักรและรถขนขยะ เร่งจัดเก็บขยะหลังน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถจัดเก็บได้แล้วกว่า 5,000 ตัน เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ขณะที่ข้อมูลปริมาณขยะชิ้นใหญ่สะสมที่จัดเก็บในพื้นที่ประสบอุทกภัยตั้งแต่เริ่มดำเนินการอยู่ที่มากกว่า 1,000 ตัน และมีปริมาณขยะที่จัดเก็บได้เฉลี่ยวันละประมาณ 800 ตัน

*ผู้ประสบภัยลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ 83,268 ราย

ส่วนการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือผ่านช่องทางออนไลน์ของกรุงเทพมหานคร ข้อมูล ณ เวลา 08.00 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2569 มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 83,268 ราย โดยพื้นที่ที่มีผู้ลงทะเบียนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เขตลาดกระบัง เขตบางกะปิ และเขตสายไหม ขณะที่สิทธิที่ประชาชนยื่นขอรับความช่วยเหลือ 3 อันดับแรก ได้แก่ ค่าดำรงชีพ ค่าซ่อมแซมบ้าน และค่าเครื่องมือทุนประกอบอาชีพ

*สินเชื่อฟื้นฟูอาชีพรายย่อย

นอกจากนี้ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมมาตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย.69 โดยมีมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูอาชีพสำหรับผู้ค้ารายย่อย วงเงินสูงสุด 300,000 บาทต่อราย เพื่อให้ประชาชนนำเงินไปซ่อมแซมอุปกรณ์ ซื้อสินค้าเข้าร้าน และใช้เป็นทุนหมุนเวียนสำหรับกลับมาประกอบอาชีพอีกครั้ง โดยดอกเบี้ย 0% 3 เดือนแรก

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ