ป.ป.ช. แจงปมปล่อย 3 ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น หลังส่งฟ้องไม่ทัน ปัดตัดตอน จ่อแจ้งข้อหา พ.ย.นี้

ข่าวการเมือง Monday October 12, 2026 15:50 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยถึงกรณีมีการนำเสนอข่าวการปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหา 3 ราย ในคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 หลังครบกำหนดระยะเวลาฝากขัง 84 วัน

นายนิติพันธุ์ ชี้แจงว่า ป.ป.ช. รับมอบเรื่องดังกล่าวมาจากพนักงานสอบสวนเป็นเวลา 2 เดือนแล้ว และไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยการดำเนินคดีต้องเป็นไปตามหลักนิติรัฐและระบบไต่สวน ซึ่งการใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะกระทำได้ต้องเป็นไปตามที่บทบัญญัติกฎหมายกำหนดเท่านั้น โดยไม่ว่าในคดีอาญาทั่วไปหรือคดีอาญา ซึ่งการเริ่มต้นนับระยะเวลาการขังผู้ถูกกล่าวหาย่อมต้องเริ่มนับจากวันที่ศาลมีคำสั่ง และครบกำหนดตามระยะเวลาที่ศาลมีคำสั่ง ภายใต้กำหนดเวลาที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 กำหนดไว้สูงสุดไม่เกิน 84 วัน ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29 วรรคสอง ได้กำหนดบทสันนิษฐานผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาไว้ก่อนว่าไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ หากศาลยังมิได้พิจารณาพิพากษา

ดังนั้น เมื่อครบระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว จึงต้องปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาไม่ว่ารายใด ซึ่งเป็นการคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามกฏหมาย

ทั้งนี้ หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินคดีไม่รอบคอบ ไม่พิจารณาถึงตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริงแล้วด่วนสรุปสำนวน อาจเป็นการตัดตอนจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อรูปคดี และในอีกมุมหนึ่งอาจถือเป็นการเร่งรัดตัดตอนคดี ทำให้ไม่สามารถนำตัวผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นตัวการสำคัญมาดำเนินคดีได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะครบกำหนดฝากขังแล้ว ป.ป.ช. ยังคงมีอำนาจไต่สวนคดีต่อไปตามอายุความกฎหมาย และมีมาตรการป้องกันการหลบหนี โดยสามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับได้ หากพบเหตุยุ่งเหยิงพยานหลักฐานหรือมีพฤติการณ์จะหลบหนี รวมถึงประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และหน่วยงานความมั่นคงเฝ้าระวัง ซึ่งหากผู้ต้องหาหลบหนี อายุความจะสะดุดหยุดลง ไม่ทำให้คดีขาดอายุความ

ทั้งนี้ ในส่วนความคืบหน้าของการดำเนินคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 จากการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน ว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามรายได้มีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดอาญาในการแก้ไขคะแนนของผู้เข้าสอบ และเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบแข่งขันบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี พ.ศ. 2568 และจากการไต่สวนพยานบุคคลและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบแข่งขันกว่า 1,000 ราย ทำให้พบว่ามีกลุ่มเครือข่ายนายหน้าที่ทำการเป็นผู้ประสาน ติดต่อ และทำการเรียกรับเงินจำนวน 110 สาย ทำให้ทราบถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องและมีส่วนรู้เห็นกับขบวนการเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบจำนวน 6,000 กว่าราย

นอกจากนี้ ยังได้มีการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาจากธนาคารที่เกี่ยวข้อง และประสานงานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเกี่ยวกับการสืบสวนธุรกรรมทางการเงิน และทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดแล้ว

ทั้งนี้ ในปัจจุบันคณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน และสรุปข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหารายใดอย่างไรบ้าง โดยคาดว่า จะพิจารณาได้แล้วเสร็จในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ